วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554

7มหัศจรรย์โลก


เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก คือ สิ่งก่อสร้างที่มีความยิ่งใหญ่และโดดเด่น ทั้งหมด 7 แห่งด้วยกัน โดยมีการกล่าวถึงครั้งแรกในงานของเฮโรโดตุส (Herodotos หรือ Herodotus เมื่อราว 5 ศตวรรษก่อนคริสตกาล แต่หลังจากนั้นก็การอ้างถึงจากกวีชาวกรีก เช่น คัลลิมาฆุส แห่งคีเรนี, อันทิพาเตอร์ แห่งซีดอน และฟิโล แห่งไบเซนไทน์ เมื่อราวศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ หรือสิ่งมหัศจรรย์ทั้งเจ็ดของโลก ในบัญชีแรก เรียกกันว่า เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ และหลังจากนั้น ยังมีบัญชีเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางและยุคปัจจุบัน โดยไม่ปรากฏผู้จัดทำรายการอย่างชัดเจน

เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณดูบทความหลักที่ เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ
1.มหาพีระมิดแห่งกีซ่า ของกษัตริย์คูฟู ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ในอียิปต์ มีอายุราว 2,690 ปีก่อนคริสตกาล หรือเก่าแก่กว่านั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เก่าแก่ที่สุด และยังคงปรากฏอยู่จนปัจจุบัน และมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์
2.สวนลอยแห่งบาบิโลน สร้างโดยพระเจ้าเนบูคาดเนสซาร์ที่ 2 เมื่อศตวรรษก่อนคริสตกาลที่ 6 ปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานหรือซาก แต่คาดว่าน่าจะอยู่บริเวณเดียวกับกรุงบาบิโลนในประเทศอีรัก
3.เทวรูปเทพซุส ที่เมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีก สร้างเมื่อประมาณ 462 ปีก่อนคริสตกาล สร้างและตกแต่งด้วยทองคำ งาช้าง และอัญมณีต่างๆ มีความสูง 12 เมตร ภายหลังถูกไฟไหม้เสียหายจนหมดสิ้น
4.วิหารอาร์ทีมิส (หรือวิหารไดอานา) ที่เอเฟซุสในเอเชียไมเนอร์ (ประเทศตุรกี) สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษก่อนคริสตกาลที่ 4 ภายหลังถูกทำลายโดยพวกโกธส์จากเยอรมันที่บุกเข้ามาโจมตี เมื่อปี พ.ศ. 805 ปัจจุบันพอเหลือซากอยู่บ้าง
5.สุสานแห่งกษัตริย์มอโซลัส ที่ฮาลิคาร์นัสซัสในเอเชียไมเนอร์ (ประเทศตุรกี) สร้างโดยพระราชินีอาร์เทมิเซีย เป็นอนุสรณ์สถานแก่กษัตริย์มอโซลุสแห่งคาเรียที่สวรรคตเมื่อ 353 ปีก่อนคริสตกาล ถูกทำลายโดยแผ่นดินไหวและต่อมานำไปใช้ในการก่อสร้างโดยอัศวินแห่งโรดส์ ปัจจุบันพอเหลือซากอยู่บ้าง
6.เทวรูปเฮลิออส แห่งโรดส์ ของกรีก ในทะเลเอเจียน (ประเทศกรีก) เป็นรูปสำริดขนาดใหญ่ของเทพแห่งพระอาทิตย์หรือเฮลิออส สูงประมาณ 32 เมตร ถูกทำลายโดยแผ่นดินไหวหลังการสร้างเพียง 60 ปี ปัจจุบันไม่ปรากฏซาก
7.ประภาคารฟาโรส แห่งอะเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ สมัยพระเจ้าปโตเลมี ประมาณ 271 ปีก่อนคริสตกาล ถูกทำลายโดยสิ้นเชิงเมื่อแผ่นดินไหวในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ปัจจุบันมีป้อมขนาดเล็กอยู่บนซากที่เหลือเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางสิ่งมหัศจรรย์ทั้งเจ็ดจัดเป็นสิ่งก่อสร้างของโลกสมัยกลาง ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครได้กำหนดไว้ และรายการในยุคกลางก็ระบุไว้ไม่ตรงกัน แต่โดยมากจะยอมรับกับรายการต่อไปนี้

1.โคลอสเซียม สนามกีฬาแห่งกรุงโรม ประเทศอิตาลี
2.หลุมฝังศพแห่งอะเล็กซานเดรีย สุสานใต้ดินเมืองอะเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์
3.กำแพงเมืองจีน ประเทศจีน
4.สโตนเฮนจ์ ในอังกฤษ
5.เจดีย์กระเบื้องเคลือบ เมืองหนานกิง ประเทศจีน
6.หอเอนเมืองปิซา ประเทศอิตาลี
7.สุเหร่าโซเฟีย แห่งคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือ กรุงอีสตันบูล) ประเทศตุรกี
[แก้] เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบันดูบทความหลักที่ เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
กลุ่มวิศวกรโยธาแห่งสหรัฐอเมริกาได้รวบรวมรายชื่อของเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ในโลกยุคปัจจุบันไว้ดังนี้

1.อุโมงค์รถไฟใต้ทะเล ประเทศอังกฤษ-ฝรั่งเศส
2.ซีเอ็น ทาวเวอร์ ประเทศแคนาดา
3.เขื่อนอิไตปู ประเทศบราซิล-ปารากวัย
4.ตึกเอ็มไพร์สเตต ประเทศสหรัฐอเมริกา
5.เดลต้า เวิร์ค ประเทศเนเธอร์แลนด์
6.สะพานโกลเดนเกต ประเทศสหรัฐอเมริกา
7.คลองปานามา ทวีปอเมริกาใต้

อาหารสมอง


6 อาหารสมอง


“สมอง” นับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก เป็นอวัยวะที่บัญชาการควบคุมให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ แม้ว่าสมองจะถูกใช้งานยาวนานเพียงใด ก็ยังสามารถทำงานได้ดี หากเราดูแลและบริหารสมองให้ดีอยู่เสมอ ซึ่งอาหารหารกินก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยบำรุงสมองให้ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ


อาหารบำรุงสมองที่สำคัญ

1. ไทโรซีน (Thyrosine) มีมากในปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาทะเลนย้ำลึก สารไทโรซีนช่วยให้สมองตื่นตัว และมีสมาธิ

2. นม และผลิตภัณฑ์จากนม ช่วยทำให้เกิดความสมดุลของสารเคมีในสมอง สร้างความกระฉับกระเฉงให้แก่สมอง

3. ข้าวไม่ขัดสี ในข้าวไม่ขัดสีมีกรดอมิโนที่ไม่จำเป็นอยู่ในปริมาณมาก ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้จะเป็นตัวที่ส่งสารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงสมอง

4. ผักโขม ช่วยชะลอความเสื่อมของสมองส่วนกลาง เนื่องจากวัยที่สูงขึ้น สมองก็จะเสื่อมลงด้วย

5. ขมิ้น สีเหลืองของขมิ้นช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ป้องกันความจำเสื่อม

6. สตรอเบอร์รี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสมอง

มาเริ่มบำรุงสมองให้ดีอยู่กับเราตลอดไป โดยกินอาหารที่ช่วยบำรุงสมองอยู่พอเพียง และหมั่นใช้สมองอย่างต่อเนื่องพร้อมทำสมาธิและพักผ่อนอย่างเพียงพอ

มรดกวัฒนธรรมไทย


๑. โบราณวัตถุ

๑.๑ พระปางมารวิชัย
พระพุทธรูปปางมารวิชัยพระประธานในห้องทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างหล่อด้วยทองสำริดซึ่งนายบำเพ็ญ ณ อุบล
ข้าราชการบำนาญ สำนักงานอัยการพิเศษ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร นำมามอบให้จังหวัดหนองบัวลำภู ในนามทายาทลูกหลาน
"พระวอ พระตา" เมื่อครั้งกระทำพิธีสถาปนาจังหวัดหนองบัวลำภู วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ โดย ฯพณฯ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ประธานพิธีเป็นผู้รับมอบ และนายประภา ยุวานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู คนแรก เป็นผู้นำไปประดิษฐานไว้ ณ ห้องทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัด
เพื่อความเป็นศิริมงคล และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง







๑.๒ พระบางวัดมหาชัย
เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ จำนวนหนึ่งคู่ เป็นโบราณวัตถุที่สำคัญของจังหวัด เก็บรักษาอยู่ที่วัดมหาชัย หมู่ที่ ๓ ตำบลลำภู อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
หล่อด้วยทองสีดอกบวบ มีอักษรจารึกอยู่ที่ฐานเป็นภาษาขอม หรือที่ชาวเมืองเรียกกันว่า "อักษรธรรม" บอกชื่อผู้สร้างและวันเดือนปีที่สร้างอ่านได้ความว่า
"สังกาดได้ร้อยแปดสิบห้าตัว ปีกาเมด เดือนยี่ แรม ๑๕ ค่ำ วันหก แม่อวนพ่ออวนผัวเมียมีศรัทธาสร้างไว้ในพระศาสนา" เมื่อพิเคราะห์ดูตามภาษาที่ใช้จารึกนั่นแล้ว
เป็นภาษาไทยเหนือ เพราะใช้ศกนับตามอย่างข้างจีน และใช้จุลศักราชอย่างไทย เมื่อคำนวณดูตามปีที่สร้างแล้วก็คงสร้าง เมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๖ วันศุกร์ แรม ๑๕ ค่ำ
เดือนยี่ ปีมะแม สัมฤทธิศก คำว่าสังกาด คงจะหมายถึง จุลศักราช กา หมายถึง สัมฤทธิศก เมด หมายถึง ปีมะแม เพราะภาษาทางไทยเหนือ วิธีนับปีเอาศก
ไว้ข้างหน้า เช่นปีชวด เอกศก ใช้คำว่า "กาบใจ้" อย่างนี้เป็นต้น
พระพุทธรูปทั้งสององค์นี้ ชาวหนองบัวลำภูนับถือมาก เมื่อใดฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเกิดความแห้งแล้งขึ้น ชาวเมืองก็จะพากันอัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสอง
องค์นี้ ขึ้นประดิษฐานบนเกวียนสมัยที่ยังไม่มีรถยนต์ แล้วทำพิธีแห่รอบหนองบัวเพื่อขอฝน ในวันที่ทำพิธีนั้นถึงแม้ดินฟ้าอากาศจะแจ่มใส ไม่มีเมฆหมอกบดบัง
พระอาทิตย์เลยก็ตาม ฝนจะตกลงมาไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่งในขณะที่กำลังแห่อยู่นั้นเอง ในปัจจุบันนี้เมื่อถึงเทศการสงกรานต์ ทางราชการจะจัดรถยนต์อัญเชิญ
ประดิษฐานในรถยนต์ แห่พระพุทธรูปทั้งสององค์นี้รอบถนนด้านในเขตเทศบาล สายต่างๆ ไปเพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำและสักการะบูชาตามควรแก่การปฏิบัติของ
พุทธศาสนิกชน ซึ่งเป็นการทำติดต่อกันมามิได้ขาดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน







๑.๓ พระราชศรีสุมังค์หายโศก
ประดิษฐานที่อุโบสถวัดหายโศก บ้านลำภู อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู สันนิษฐานว่า เป็นพระพุทธรูปที่สร้างรุ่นเดียวกันกับ พระไชยเชษฐา วัดถ้ำสุวรรณคูหา
และวัดศรีคูณเมือง สร้างประมาณปี พ.ศ. ๒๑๐๖ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าเมืองและชาวเมืองเคารพนับถือมาก ใช้เป็นพระประธานในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาและ
ดื่มน้ำสาบาน





๑.๔ พระไชยเชษฐา วัดถ้ำสุวรรณคูหา
เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง สร้างโดยพระไชยเชษฐาธิราช ประมาณปี พ.ศ. ๒๑๐๖ ประดิษฐานที่วัดสุวรรณคูหา อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู
นอกจากพระพุทธรูปองค์นี้แล้วยังมีพระซึ่งแกะสลักจากหินอยู่ที่วัดถ้ำสุวรรณคูหานี้จำนวนมาก มีศิลาจาลึกอยู่ ๓ หลัก ซึ้งได้นำจารึกไปไว้ในเรื่องภาษาและ
วรรณกรรมโดยละเอียดแล้ว

๑.๕ พระไชยเชษฐาวัดศรีคูณเมือง
เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง ประดิษฐานในพระธาตุที่มีศิลปะคล้ายกับพระธาตุศรีสองรัก จังหวัดเลย สันนิษฐานว่าพระไชยเชษฐาธิราชทรงสร้างไว้ในรุ่นเดียวกับ
พระไชยเชษฐาวัดถ้ำสุวรรณคูหา ปัจจุบันวัดศรีคูณเมือง ตำบลลำภู อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ได้สร้างศาลาครอบพระธาตุไว้อีกชั้นหนึ่ง
สำหรับวัดศรีคูณเมืองนี้มีซากเทวสถาน และเสมาหินของขอมหันหน้าไปทางประเทศกำพูชา ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรในสมัยที่สร้าง
ควรที่กรมศิลปกรจะมาสำรวจ และขึ้นทะเบียนไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน





๑.๖ เสมาหินวัดถ้ำสุวรรณคูหา
จำนวน ๓ หลักอยูที่วัดถ้ำสุวรรณคูหา อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู มีรายละเอียดต่างๆ ในเรื่องของจารึกแล้ว

๑.๗ เสมาหินวัดศรีคูณเมือง
วัดศรีคูณเมือง อำเภอเอง จังหวัดหนองบัวลำภู ตั้งอยู่รายรอบซากเทวสถานวัดศรีคูณเมืองทั้ง ๔ ทิศ

๑.๘ กลุ่มเสมาหินวัดภูน้อย
วัดสันติธรรมบรรพต อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู มีทั้งหมด ๘ กลุ่ม วางไว้ทั้ง ๘ ทิศ แต่ละกลุ่มมีเสมาหินจำนวน ๔ ใบ บางใบมีจารึก บางใบมีการ
แกะสลักเป็นรูปพระโพธิสัตว์และรูปคล้ายเจดีย์ ใบที่พิเศษที่สุด คือ มีรูปลูกศร ๔-๕ ดอก สันนิษฐานว่ากลุ่มเสมาหินเหล่านี้ ฝังอยู่รายรอบเทวสถานของขอม
เหมือนกับเสมาหินวัดศรีคูณเมือง

๑.๙ พระพุทธรูปบุเงินบุทองและพระพุทธบรรฑูรนิมิตร
วัดถ้ำกลองเพล บริเวณถ้ำที่พบปรากฏมีวัตถุโบราณหลายอย่าง เช่น หม้อลายคราม มีดขวาน กล่องยาสูบ มีลวดลายงามมาก สำหรับวัดถ้ำกลองเพลแห่งนี้นอกจาก
จะเป็นวัดหลวงปู่ขาว อนาลโย พระอริยสงฆ์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ปรมาจารย์ทางวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ตามประวัติของวัดในอดีตนั้นเคยเป็นเทวสถาน
ของขอมเหมือนกับโบราณสถานต่าง ๆ ในจังหวัดหนองบัวลำภูอีกด้วย

๒. โบราณสถาน

๒.๑ วัดศรีคูณเมือง
เดิมชื่อ วัดคนชุมน้ำออกบ่อ ปัจจุบันนี้ตั้งอยู่ที่บ้านเหนือ ถนนวรราชภักดี หมู่ที่ ๕ ตำบลลำภู อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู สังกัดคณะสงฆ์ฝ่าย
มหานิกาย สร้างเมือ ปี พ.ศ. ๒๓๑๐ เดิมเป็นวัดโบราณที่สร้างในสมัยที่ดินแดนแถบบนนี้เป็นที่อยู่ของชาติขอม ละว้า และลาว มีซากอุโบสถเก่าแก่
มีใบเสมาเป็นภูเขา ปูชนียวัตถุมีพระพุทธรูปอยู่ในสถูปเรียกว่า "หลวงพ่อพระไชยเชษฐา"

๒.๒ วัดมหาชัย
เดิมชื่อ วัดมหาธาตุไตรยภูมิ สันนิษฐานว่า มหาธาตุซึ่งปัจจุบันเหลือแต่เพียงกองดินขนาดใหญ่อยู่เยื้องกับอุโบสถของวัด เป็นที่บรรจุอัฐิธาตุของเจ้าปางคำ
เจ้าปงคำ และเจ้าแท่นคำ อดีตเจ้าเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ปัจจุบันนี้ตั้งอยู่บ้านหัวยเชียง หมู่ที่ ๓ ตำบลลำภู อำเภอหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู
สังกัดคระสงฆ์ธรรมยุตินิกาย สร้างเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นวัดที่พระอาจารย์แสง ธมฺมธีโร ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐาน รูปแรกของคณะธรรมยุติได้ชักชวนชาวบ้าน
สร้างขึ้น และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์
พ.ศ.๒๕๐๙

๒.๓ วัดโพธิ์ชัยสมสะอาด
เดิมชื่อ วัดพระเรืองชัยสมสะอาด เรียกตามชื่อพระประธานในอุโบสถ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่บ้านจิก หมู่ที่ ๓ ตำบลหนองบัว อ.เมืองหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู
สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๓๑๐ เป็นวัดที่ริมหนองบัว

๒.๔ วัดหายโศกบ้านลำภู
เดิมชื่อ วัดพระราชศรีสุมังค์หายโศก ซึ่งเป็นประธานในพิธีดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาและดื่มน้ำสาบานของชาวเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบานในอดีตดังกล่าวแล้ว

๒.๕ วัดธาตุหาญเทาว์
ปัจจุบันตั้งอยู่ตำบลบ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายเดิมเป็นวัดฝ่ายคณะธรรมยุติสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๘ เคยเป็นวัดร้าง
ต่อมาพระมหาสุตันสุตาโณ ได้มาบูรณะขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐ และเปลี่ยนเป็นวัดฝ่ายมหานิกายภายในวัดมีปูชนียสถานที่สำคัญ คือพระธาตุเจดีย์
รูปแปดเหลี่ยมสันนิษฐานว่าข้างในบรรจุอัฐิธาตุของพระอรหันต์ ซึ่งชาวจังหวัดหนองบัวลำภูเคารพนับถือมาก

๒.๖ เจดีย์โบราณและซากอุโบสถโบราณ วัดพระธาตุเมืองพิณ
ปัจจุบันตั้งอยู่ที่บ้านโนนธาตุ หมู่ที่ ๗ ตำบลฝั่งแดง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู มีเนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๑ งาน สร้างเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๒
ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๙ ห่างจากที่ว่าการอำเภอนากลาง ๖ กิโลเมตร

๒.๗ รอยพระบาทและกลุ่มเสมาหินในสมัยขอม วัดสันติธรรมบรรพต
ปัจจุบันตั้งอยู่ที่บ้านภูน้อย ตำบลนากลาง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู มีเนื้อที่ประมาณ ๑๐๐ ไร่ สร้างเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับ
พระราชทาน วิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๖ อยู่หางจากที่ว่าการอำเภอนากลาง ๑.๕กิโลเมตร ปัจจุบันหลวงพ่อฤาษี ได้พัฒนาให้มี
ความสงบร่มเย็นเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมจนเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของจังหวัด

๒.๘ วัดป่าโนนคำวิเวก
ปัจจุบันตั้งอยู่บ้านทุ่งสว่าง ตำบลนาด่าน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย มีเนื้อที่ ๑๒ ไร่ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ เดิมเป็น
วัดโบราณ ประชาชนเรียกกันว่าวัดโนนคำน้อย เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือต่อกันมาเป็นเวลานาน ภายในวัดมีซากวัตถุโบราณและเจดีย์อีก
๓ องค์

๒.๙ วัดถ้ำสุวรรณคูหา
ปัจจุบันตั้งอยู่ที่บ้านคูหาพัฒนา ตำบลนาสี อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู สังกัดฝ่ายมหานิกาย มีเนื้อที่ ๑๐๓ ไร่ บูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ เดิมเป็นวัดร้าง
ตามศิลาจารึกหน้าถ้ำ กล่าวไว้ว่าสร้างเมื่อ พุทธศักราช ๒๑๐๖ โดยพระไชยเชษฐาธิราช และได้รับพระราชธานวิสุงคามสีมาเมือวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑
มีถ้ำขนาดใหญ่ เล็ก ประมาณ ๔๐ ถ้ำ

๒.๑๐ วัดป่าสามัคคีสิริวัฒนาราม (กุดโพนทัน)
เป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบราณกาล มีซากอุโบสถ และโบราณวัตถุหลายชิ้น ที่โดยอายุสันนิษฐานว่า คงจะสร้างสมัยเดียวกับเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน
เพราะซากอิฐและโบราณวัตถุมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ ๒๐๐ ไร่ มีพื้นที่ป่าสมบูรณ์มาก เป็นสวนยาสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด
หนองบัวลำภู เป็นสถานที่วิปัสสนากรรมฐาน สายวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์บำบัดผู้ติดสุราและบุหรี่

๒.๑๑ วัดบ้านสมสนุก
ตั้งอยู่ที่บ้านสมสนุก ตำบลนากอก อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู ประวัติไม่ปรากฎหลักฐานชัดเจน องค์ประกอบได้แก่ ซากโบราณสถานก่อด้วยอิฐ
มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งเหลืออยู่เพียงส่วนฐานรากโดยทางวัดได้สร้างอาคารไม้ชั่วคราวคร่อมทับโบราณสถานอยู่ สาระสำคัญมีหลักฐานว่าบริเวณนี้
เคยมีพระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะขอม จึงอาจกล่าวได้ว่า ในเบื้องต้นโบราณสถานวัดสมสนุกนี้น่าจะเคยเป็นศาสนสถานตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘
และต่อมาได้มีการสร้างเสริม หรือโบสถ์ในสมัยล้านช้าง คือ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ -๒๔ จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน

๒.๑๒ สิมวัดเจริญทรงธรรม
ตั้งอยู่บ้านดอนปอ ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู ที่ตั้งตามแผนที่ทหาร มาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ ลำดับ ชุด L๗๐๑๗ ระหว่าง ๕๔๔๒|
รุ้ง ๑๖ ๕๕ เหนือ แวง ๑๐๒ ๒๓ ตะวันออก ไม่ปรากฎหลักฐานชัดเจนว่าสร้างในสมัยใด องค์ประกอบทางโบราณคดี คือ สิมสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง มีลักษณะ
ที่สำคัญคือเป็นสิมไม้ที่มีอยู่เพียงแห่งเดียวในจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งในภาคอีสานสิมประเภทที่สร้างด้วยไม้เป็นประเภทที่พบค่อนข้างน้อย ปัจจุบันยังมิได้
รับการขึ้นทะเบียน ซึ่งน่าเสียดายถ้าหากว่าปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรมไปมากกว่านี้ เพราะสิมไม้แห่งนี้มีคุณค่าไม่น้อยกว่าโบสถ์ไม้ของพวกไวกิ้งส์ในประเทศสวีเดน

๓. แหล่งโบราณคดี

๓.๑ แหล่งโบราณคดีโนนพร้าว
ตั้งอยู่ที่บ้านกุดคอเมย ตำบลกุดดู่ จังหวัดหนองบัวลำภู ตำแหน่งตามแผนที่ทหาร คือมาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ ลำดับชุด L ๗๐๑๗ ระหว่าง ๕๔๔๒ IV Latitude
๑๖ องศา ๕๗ ลิปดา ๑๐ ฟิลิปดาเหนือ Longitude ๑๐๒ องศา ๓๘ ลิปดา ๓๘ ฟิลิปดาตะวันออก กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๔ และทำการ
ขุดค้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๖ ลักษณะของโบราณสถาน มีลักษณะเป็นเนินดินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๕๐ เมตร สูงประมาณ ๒ เมตร จากที่ราบโดยรอบ พบหลักฐาน
ต่อเนื่องตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดีและล้านช้าง และจากการศึกษาเปรียบเทียบโบราณวัตถุกับแหล่งโบราณคดีใกล้เคียง สามารถกำหนดอายุประมาณ
๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว และโบราณวัตถุวัฒนธรรมล้านช้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔

๓.๒ แหล่งโบราณคดีโนนดอนกลาง (โนนป่ากล้วย)
ตั้งอยู่ที่บ้านกุดกวางสร้อย ตำบลบ้านถิ่น อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ตำแหน่งตามแผนที่ทหาร คือ มาตราส่วน ๑: ๕๐,๐๐๐ ลำดับชุด L๗๐๑๗ ๕๔๔๒ IV
Latitude ๑๖ องศา ๕๗ ลิปดา ๔๐ ฟิลิปดาเหนือ Longitude ๑๐๒ องศา ๓๗ ลิปดา ๑๕ ฟิลิปดาตะวันออก ประวัติการขุดค้นนายวิลเลี่ยม โซฟเฟลอร์ ขออนุญาต
กรมศิลปากร ขุดค้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น ขุดค้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที ๗ ขอนแก่นร่วมกับ
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดหนองบัวลำภู สำรวจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ ลักษณะของโบราณสถาน เนินดินขนาด ๑๕๕ X ๒๐๐ เมตร สูงประมาณ ๒- ๓ เมตร จากที่ราบ
โดยรอบพบหลักฐานต่อเนื่องตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ทวารวดีและล้านช้างผลจากการขุดค้นสามารถกำหนดอายุ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว และหลักฐานทางโบราณคดี
ล้านช้าง อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔

๓.๓ แหล่งโบราณคดีโนนสัง
ตั้งอยู่ที่บ้านกุดคอเมย ตำบลกุดดู่ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ตำแหน่งตามแผนที่ทหาร คือ มาตราส่วน ๑: ๕๐,๐๐๐ ลำดับชุด L ๗๐๑๗ ระหว่าง ๕๔๔๒
IV Latitude ๑๖ องศา ๑๗ ๐๖ ฟิลิปดาเหนือ Longitude ๑๐๒ องศา ๒๓ ลิปดา ๐๕ ฟิลิปดาตะวันออก ประวัตติการขุดค้นโครงการโบราณคดีประเทศไทย
(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) สำรวจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ ลักษณะโบราณสถาน เป็นเนินดินที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๕๐ เมตร ซึ่งพบหลักฐานทางโบราณคดี
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หลักฐานที่พบได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์ ภาชนะดินเผาทั้งแบบเรียบและแบบแตกต่างการเขียนสีและวาดลวดลาย ต่างๆ แวดินเผา หินบดยา
เครื่องมือเหล็ก และเครื่องประดับสำริด อายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว

๓.๔ แหล่งโบราณคดี ถ้ำเสือตก
ตั้งอยู่ที่บ้านวังมน ตำบลโคกม่วง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ตำแหน่งตามแผนที่ทหาร คือ มาตราส่วน ๑: ๕๐,๐๐๐ ลำดับชุด L ๗๐๑๗ ระหว่าง ๕๔๔๒
IV Latitude ๑๖ องศา ๕๕ ลิปดา ๐๐ ฟิลิปดาเหนือ Longitude ๑๐๒ องศา ๒๘ ลิปดา ๐๕ ฟิลิปดาตะวันออก ประวัติการขุดค้น โครงการโบราณคดีประเทศไทย
(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) สำรวจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ ลักษณะทางโบราณคดี ภาพเขียนทางสีเป็นลายลายเส้นและภาพมือ รวมทั้งภาพสลักเป็นภาพลายเส้น
สันนิษฐานว่าเขียนและสลักขึ้นสมัยก่อนประวัติศาสตร์

๓.๕ แหล่งโบราณคดี ถ้ำจันได
ตั้งอยู่ที่บ้านวังมน ตำบลโคกม่วง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ตำแหน่งตามแผนที่ทหาร คือ มาตราส่วน ๑: ๕๐,๐๐๐ ลำดับชุด L ๗๐๑๗ ระหว่าง ๕๔๔๒
IV Latitude ๑๖ องศา ๔๖ ลิปดา ๐๖ ฟิลิปดาเหนือ Longitude ๑๐๒ องศา ๒๘ ลิปดา ๐๐ ฟิลิปดาตะวันออก ประวัติการขุดค้น โครงการโบราณคดีประเทศไทย
(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) สำรวจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ลักษณะทางโบราณคดี มีลักษณะเป็นก้อนหินรูปทรงสามเหลี่ยมที่มีภาพเขียนสีบนพื้นผิวหิน ลักษณะปลีกย่อย
ภาพเขียนสีด้วยสีแดงแบบเงาทึบ เป็นภาพคล้ายหมีและภาพต้นข้าวสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยก่อนประวัติศาสตร์

๓.๖ แหล่งโบราณคดี ถ้ำพลานไฮ
ตั้งอยู่ที่บ้านวังมน ตำบลโคกม่วง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ตำแหน่งตามแผนที่ทหาร คือ มาตราส่วน ๑: ๕๐,๐๐๐ ลำดับชุด L ๗๐๑๗ ระหว่าง ๕๔๔๒
IV Latitude ๑๖ องศา ๕๕ ลิปดา ๐๐ ฟิลิปดาเหนือ Longitude ๑๐๒ องศา ๒๗ ลิปดา ๐๐ ฟิลิปดาตะวันออก ประวัติการขุดค้น คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัย
ศิลปากร สำรวจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ ลักษณะทางโบราณสถานเพิงหินที่มีภาพเขียนผนังหินจำนวน ๓ จุด ลักษณะปลีกย่อย ภาพสีเป็นภาพมือทาบ และภาพลายเส้น
สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นสมัยก่อนประวัติศาสตร์





๓.๗ แหล่งโบราณคดี ถ้ำอาจารย์สิม
ตั้งอยู่ที่ วัดพระพุทธบาทภูเก้า เขาศิริวงกต บ้านดกบาก ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอโนนสัง จ.หนองบัวลำภู ตำแหน่งตามแผนที่ทหาร คือ มาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐
ลำดับชุด L ๗๐๑๗ ระหว่าง ๕๔๔๒ IV Latitude ๑๖ องศา ๕๔ ลิปดา ๑๒ ฟิลิปดาเหนือ Longitude ๑๐๒ องศา ๒๘ ลิปดา ๐๑ ฟิลิปดาตะวันออก ประวัติการ
ขุดค้น คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร สำรวจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๗ ขอนแก่น สำรวจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐
ลักษณะทรงโบราณสถาน เป็นเพิงหินริมหน้าผาที่มีภาพเขียนสีบนผนังหิน ลักษณะปลีกย่อย ภาพเขียนสีแบบลายเส้นโครงร่างภายนอก เป็นภาพคล้ายคนและ
ภาพคล้ายปลา สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยก่อนประวัติศาสตร์

๓.๘ แหล่งโบราณคดี ถ้ำมึ้ม
ตั้งอยู่ที่ วัดพระพุทธบาทภูเก้า เขาศิริวงกต บ้านดกบาก ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอโนนสัง จ.หนองบัวลำภู ตำแหน่งตามแผนที่ทหาร คือ มาตราส่วน ๑: ๕๐,๐๐๐
ลำดับชุด L ๗๐๑๗ ระหว่าง ๕๔๔๒ IV Latitude ๑๖ องศา ๕๔ ลิปดา ๓๒ ฟิลิปดาเหนือ Longitude ๑๐๒ องศา ๒๘ ลิปดา ๐๐ ฟิลิปดาตะวันออก ประวัติการ
ขุดค้นกองโบราณคดี กรมศิลปากร ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาวาย สำรวจเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ ลักษณะทางโบราณสถาน เป็นถ้ำลึกประมาณ ๔ เมตร ปากถ้ำกว้าง
๘ เมตร ตรงเพดานถ้ำ มีภาพเขียนสีและภาพสลักปะปนกัน ลักษณะปลีกย่อย ภาพเขียนและภาพสลักดังกล่าวเป็นภาพลายเส้น และภาพรูปทรงเรขาคณิต สันนิษฐาน
ว่าเขียนขึ้นในสมัยก่อนประวัติศาสตร์

๔. แหล่งประวัติศาสตร์

แหล่งประวัติศาสตร์ของจังหวัดหนองบัวลำภู คือ เส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พ.ศ. ๒๑๑๗ จากจังหวัดพิษณุโลกผ่านอำเภอวังทอง อำเภอด่านซ้าย
อำเภอเมืองเลย อำเภอสุวรรณคูหา ผ่านตำบลกุดกะสู้ เข้าสู่อำเภอเมืองหนองบัวลำภู และตั้งทัพ ณ สนามสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ริมฝั่งหนองบัวบึงน้ำจืดขนาดใหญ่
ของจังหวัดหนองบัวลำภู

๕. สถาปัตยกรรมดีเด่นมหาชัย



๕.๑ หอไตรวัดมหาชัย
ตั้งอยู่ที่วัดมหาชัย ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นสิ่งก่อสร้างสำหรับเก็บรักษาพระไตรปิฏกคัมภีร์ใบลาน หนังสือหรือเอกสารธรรมะต่าง ๆ
ถือว่าเป็นห้องสมุดสำหรับพระภิกษุสามเณร ลักษณะรูปทรงเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูง กั้นฝา อาจมีระเบียง และลูกกรงกั้นรอบ ๆ หลังคาแบบเดิมจะมุงด้วยแป้นไม้
ก่อสร้างอยู่กลางสระน้ำเพื่อป้องกันมอดปลวกหรือแมลงต่างๆ ติดต่อกับฝั่งโดยใช้สะพานชักเพื่อมิให้มีสิ่งเชื่อมต่อระหว่างฝั่งกับหอไตร



๕.๒ สิมไม้ (โบสถ์ไม้)
ตั้งอยู่ที่วัดเจริญทรงธรรม บ้านดอนปอ ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นสิมที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง เข้าใจว่ารูปแบบเป็นการ
สืบทอดจากสิมน้ำ มีรูปทรงกระทัดรัด ขนาดกว้างยาวไล่เลี่ยกันผนังตีฝาไม้กระดาน ฐานของโบสถก่อด้วยอิฐฉาบปูน มีเสาไม้แก่นจำนวน ๑๒ ต้น สูงประมาณ
๑๒ เมตร หลังคาทรงสูงโปร่ง ทำให้บรรยากาศภายในเย็นสบาย ศิลปะการแกะสลักรูปพญาครุฑด้วยไม้ขนาด กว้าง ๑ เมตร ยาว ๑ เมตร สูง ๑ เมตร
ทราบว่าในภาคอีสานมีแห่งเดียวเท่านั้น ควรที่กรมศิลปากรจะขึ้นทะเบียนไว้ และรีบดำเนินการบูรณะปฏิสันขรณ์โดยด่วนก่อนที่จะทรุดโทรมมากไปกว่านี้





๕.๓ อาคารพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงปู่ขาว อนาลโย
ตั้งอยู่ที่วัดถ้ำกลองเพล ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู สร้างด้วยหินแกรนิตที่มีรูปทรงสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่สวยงามกลมกลืนกับธรรมชาติและ
คุณค่าทางศิลปะมาก โดยเฉพาะอาคารแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงิน ๑ ล้าน ๔ แสนบาท
เป็นปัจจัยสมทบทุนในการก่อสร้างอาคารหลังนี้จึงมีคุณค่าทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม และคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์อีกด้วย

๖. อนุสาวรีย์ รูปปั้น





๖.๑ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นอนุสาวรีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เคยเสด็จพักทัพ เมื่อ พ.ศ.๒๑๑๗ ตั้งอยู่บริเวณสวนสาธารณหนองบัว หน้าที่ว่าการอำเภอ
เมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู สร้างเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๐ โดยกรมศิลปากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินีนาถ เสด็จ
มาทรงเปิด เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๑





๖.๒ รูปปั้นและหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่ขาว อนาลโย
อริยสงฆ์แห่งวัดถ้ำกลองเพล เป็นอนุสาวรีย์สร้างด้วยความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อหลวงปู่ขาว ซึ่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาส วาสโน)
สมเด็จพระสังฆราช ได้ทรงลิขิตเกี่ยวกับหลวงปู่ขาวไว้ว่า "เป็นพระเถระฝ่ายวิปัสสนาธุระอรัญวาสี มีจริยานุวัตรหนักแน่นมั่นคงในธรรมปฏิบัติที่ปรากฏต่อ
ศิษยานุศิษย์ผู้เคารพนับถืออย่างสนิทใจว่า ท่านเป็นผู้เห็นธรรมอย่างแท้จริง เพราะมีกาย วาจา ใจ สงบระงับอยู่ในทำนองคลองธรรมเป็นปกติวิสัย ไม่แสดง
อาการหวั่นไหวเพราะประสบอารมณ์น่าปรารถหรือไม่น่าปราถนาที่ผ่านเข้ามากระทบ คงดำรงอารมณ์มั่นคงตามหลักธรรม มีสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์
มีความเห็นรู้แจ้งเห็นจริงตรงตามความเป็นจริง ปล่อยให้อารมณ์ทั้งสองฝ่ายนั้นผ่านไปตามธรรมดา ไม่มีการยึดถือ ดังหยาดน้ำจากหัตถ์ลงใบบัว
ย่อมกลอกกลิ้งตกไปไม่ซึมซาบติดใบบัวฉะนั้น"นามฉายาของท่านว่า อนาลโยนั้น น่าชวนให้เข้าใจว่า หมายถึงชื่อตัว คือ ขาวนั่นเอง ที่จริงคำว่า อนาลโย
แปลว่า ไม่มีอาลัย คือ ไม่มีความถือห่วงใยในฐานะเป็นเจ้าของทั้งในบุคคล สัตว์ และพัสดุทั้งหลาย ทางธรรมถือว่าผู้ยังยึดมั่นถือมั่นอยู่เช่นนั้น เป็น
ผู้มีใจไม่สะอาดหมดจด เพราะมัวหมองด้วยการยึดถือเมื่อหมดยึดถือ ปล่อยวางด้วยรู้เท่าทันธรรมดา เป็นความเห็นชอบตามความจริง จึงเชื่อว่าใจสะอาด
บริสุทธิ์เห็นปานนี้ย่อมข้ามพ้นมัจจุราชได้ สมเป็นปูชนียะชั้นประเสริฐแท้จริง ศิษยานุศิษย์รักและเคารพนับถือ จึงควรบูชาคุณธรรมของท่านด้วยฝึกฝนปฏิบัติตน
ตามปฏิปทาที่ท่านมาจนตลอดอายุขัย เพื่อเป็นสักการะบูชาท่านผู้ทรงคุณควรบูชาจัดเป็นกตเวทีอย่างสมควรแท้

๗. สิ่งสำคัญคู่บ้านคู่เมือง




๗.๑ บ่อน้ำวัดศรีคูณเมือง
เป็นบ่อน้ำก่อด้วยอิฐขนาดเดียวกับกำแพงเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒ เมตร ลึกประมาณ ๕๐ เมตร มีน้ำใสสะอาดตลอดปี
สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พ.ศ. ๒๑๐๖ ถือว่าเป็นบ่อน้ำคู่น้ำคู่เมืองเวลามีพระราชพิธีและพิธีสำคัญจะนำน้ำจากบ่อแท่งนี้ไปใช้ อาทิ
พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

๗.๒ พระราชศรีสุมังค์
พระประธานในอุโบสถ์วัดศรีสุมังค์หายโศก บ้านลำภู เป็นพระพุทธรูปสมัยศิลปะล้านช้าง พระเกศสวมมงกุฏเหมือนกษัตริย์ สันนิษฐานว่าสร้างรุ่นเดียวกันกับ
วัดศรีคูณเมืองในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ชาวเมืองถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นประธานในพิธีถือถ้ำพระพิพัฒน์สัตยา และดื่มน้ำสาบาน ซึ่งมี
ความศักดิ์สิทธิ์มาก ถ้าใครผิดคำสาบานคนนั้นจะได้รับเคราะห์กรรมตามที่ได้ให้สัจจะไว้

๗.๓ พระไชยเชษฐาวัดถ้ำสุวรรณคูหา
พระเจ้าไชยเชษฐาเป็นนามพระพุทธรูปประธานในถ้ำสุวรรณคูหา ซึ่งให้เป็นสีมา (อุโบสถ) และวิหารประจำ เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างขนาดใหญ่
ฐานกว้างประมาณ ๔ ศอก ปางมัจลินท์ คือพระพุทธรูปนาคปรก มีนาคปรก ๗ เศียร ลักษณะทั่วไปของนาคมีหน้าตาแบบศิลปะล้านช้างพระพุทธรูปไชยเชษฐา
ตั้งอยู่บนฐานชุกชีปูน ฐานสูงจากพื้นประมาณ ๑ เมตร ปูนปั้นพระพุทธรูปเรียกว่า ปูนสะทายเพชร(ปูนสะทายโบกอีกสูตรหนึ่งที่ใช้โบกผนังทั่วไป ซึ่งแข็งตัวดี
สะดวกในการใช้ปั้นลวดลาย และพระพุทธรูป มีส่วนผสม ดังนี้ ปูนขาว ๒ ส่วน ทราย ๕ ส่วน น้ำมันยาง ๑ ส่วน น้ำมะขาม ๒ ส่วน) โดยใช้อิฐเป็นโครงในและ
ใช้ปูนสะทายเพชรโบกทับ ปั้นแต่งให้มีรูปร่างตามความต้องการของฉะบับหรือสะบับ (ช่าง)
พระเจ้าไชยเชษฐานี้เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก เล่ากันว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มีงานบุญปิดทองไหว้พระประจำปีในเดือนสาม ขึ้น ๑๓-๑๖ ค่ำ
ทุกปี ประชาชนในละแวกใกล้เคียงจังหวัดอุดรธานี และ จ.หนองบัวลำภู จะมานมัสการพระเจ้าไชเชษฐาจำนวนมาก

๗.๔ พระมหาธาตุเจดีย์
ได้กล่าวไว้ในศิลาจาลึกหลักที่ ๒ (สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๑๖๙) ที่กล่าวว่า "พระยาสุรเทพเจ้าได้อุทิศข้าพระโยมสงฆ์ไว้กับพระมหาธาตุเจ้า ๕ ครอบครัว คือ
แสนศรีครัวหนึ่ง ทั้งเมียทั้งลูก แสนนันทสงครามครัวหนึ่ง เทพอาสาครัวหนึ่ง ทั้งเมียทั้งลูก นางกว้านกว่าครัวหนึ่ง ทั้งลูกทั้งหลาน อีบัวครัวหนึ่งทั้งน้องทั้งหลาน"
แสดงให้เห็นว่าพระมหาธาตุที่ประจำอยู่ในวัดสุวรรณคูหานี้เป็นพระธาตุเจดีย์สำคัญจนมีผู้เลื่อมใสศรัทธา อุทิศทาสดูแลพระมหาธาตุถึง ๕ ครอบครัว เรื่องพระมหา
ธาตุเจดีย์ในวัดสุวรรณคูหานี้ ชาวบ้านและพระสงฆ์ในวัดปัจจุบันยังไม่ทราบว่ามีพระมหาธาตุอยู่ในถ้ำวัดสุวรรณคูหา (ตามที่ศิลาจารึกได้กล่าวไว้) จากความเห็น
ของผู้เรียบเรียงเชื่อว่า "พระธาตุเจดีย์ขนาดย่อมที่สร้างไว้ในถ้ำสุวรรณคูหา อยู่ด้านหลังพระเจ้าไชยเชษฐาพระพุทธรูปประธานวิหารถ้ำสุวรรณคูหาน่าจะเป็น
"พระมหาธาตุ" ที่กล่าวไว้ในศิลาจาลึก (พ.ศ. ๒๑๖๙) ก็ได้" เพราะ สร้างไว้อยู่ด้านหลังพระวิหาร (ซึ่งเป็นธรรมเนียมของชาวพุทธจะนิยมสร้างพระมหาธาตุไว้อยู่
เบื้องหลังรพระวิหาร แต่อยู่นอกอาคารพระวิหาร แต่ในถ้ำสุวรรณคูหานี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ใช้เป็นพระวิหาร และมีสถานที่จำกัด (เพดานถ้ำไม่สูงมากนัก) จึงจำ
เป็นจะต้องสร้างพระธาตุเจดีย์ขนาดย่อม แต่ชาวพุทธและพระเถระสมัยโบราณทราบว่าเป็นพระมหาธาตุ จึงได้มีผู้เลื่อมใสศรัทธาถวายข้าพระโยมสงฆ์ไว้ดูแล ทำ
ความสะอาดจัดเครื่องบูชา และรักษาเฝ้าเวรยาม ไว้ถึง ๕ ครอบครัว ดังปรากฏรายละเอียดในศิลาจารึกวัดถ้ำสุวรรณคูหาหลักที่ ๒ นั้นแล้ว ส่วนพระธาตุอื่น ๆ อีก
จำนวนมาก ซึ่งเป็นพระธาตุของพระเถระผู้ใหญ่ของวัดถ้ำสุวรรณคูหา ชาวพุทธก็ได้สร้างพระธาตุอัฐิเช่นเดียวกัน แต่สร้างอยู่เบื้องล่าง หน้าถ้ำเพิงผาอื่น ๆ หาได้
สร้างในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระธาตุดังกล่าว





๗.๕ ศาลเจ้าปู่หลุบ
ตั้งอยู่บริเวณดอนหัน บ้านห้วยเชียง ริมถนนหนองบัวลำภู - อุดรธานี ทางหมายเลข ๒๑๐ จากตัวเมืองไปทางจังหวัดอุดรธานี ประมาณ ๓ กิโลเมตร เป็นสถานที่
พักผ่อนหย่อนใจที่ร่มรื่นด้วยป่าไม้นานาพันธุ์และโขดหินรูปต่าง ๆ แปลกตา บริเวณใกล้เคียงมีศาลเจ้า "ปู่หลุบ" ซึ่งเป็นที่เคารพและศรัทธาของประชาชนทั่วไป
เวลาขับรถผ่านเส้นทางสายนี้ จะบีบแตรสามครั้ง เพื่อขอให้เดินทางด้วยความปลอดภัยและประสบโชคดี บางทีมีคนไปบนบานศาลกล่าวเพื่อขอให้ปู่หลุบได้ช่วย
เหลือเมื่อประสบผลสำเร็จแล้ว ก็จะนำเหล้าไหไก่โตหรือไม่ก็หัวหมูไปถวายเป็นการแก้บน บางทีก็นำหมอลำซิ่ง หมอลำเพลินและภาพยนตร์แก้บนในเวลากลางวัน





๗.๖ ปโมทิตเจดีย์ อาคารพิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลอด
ปโมทิตเจดีย์ เป็นเจดีย์ ๓ ชั้น มีขนาดกว้าง ๒๐ เมตร ความยาว ๔๒ เมตร ความสูง ๓๕ เมตร อยู่ที่วัดป่าศรีสว่าง ตำบลบ้านขาม อำเภอเมือง จ.หนองบัวลำภู
ประกอบด้วยชั้นที่ ๑ เป็นศาลาปฏิบัติธรรมและห้องประชุม ชั้นที่ ๒ เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ของหลวงปู่หลอด ปโมทิโต ชั้นที่ ๓ เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสาริกธาตุ
โดยคุณวัลลภ จุติกุล และคณะได้เดินทางไปที่ประเทศเนปาล เพื่อร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีมอบบรมสาริกธาตุ และได้นำมาประดิษฐาน ณ พระเจดีย์ อำเภอเมือง
จังหวัดหนองบัวลำภู และได้นำคณะญาติโยมผู้ศรัทธาได้ร่วมกันสร้างตั้งแต่วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ เป็นเวลา ๖ ปี รวมค่าก่อสร้าง ๒๐,๑๗๑,๕๓๓.๓๕ บาท
เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖ โดยหลวงปู่หลอดเป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสาริกธาตุ บรรจุปโมทิตเจดีย์ ทางวัดเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมทุกวัน
เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. สำหรับพระบรมสาริกธาตุ เปิดให้สาธุชนเข้าสักการะเฉพาะวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

ดิน หิน แร่


ดิน หิน แร่



ดิน

ดิน(soil) หมายถึง เทหวัตถุธรรมชาติที่ปกคลุมผิวโลกเกิดจากการแปลงสภาพหรือสลายตัวของหินแร่ธาตุและอินทรีย์วัตถุผสมคลุกเคล้ากันตามธรรมชาติรวมตัวกันเป็นชั้นบางๆเมื่อมีน้ำและอากาศที่เหมาะสมก็จะทำให้พืชเจริญเติบโตและยังชีพอยู่ได้

ส่วนประกอบของดิน

ดินมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 4 ส่วน ดังนี้ คือ




1. ส่วนที่เป็นอนินทรีย์สาร ได้แก่ แร่ หิน ทราย เป็นต้น
2. ส่วนที่เป็นน้ำ คือ ความชื้นในดิน
3. ส่วนที่เป็นอากาศ คือ ช่องว่างระหว่างเม็ดดินที่มีอากาศแทรกอยู่
4. ส่วนที่เป็นอินทรีย์สาร ได้แก่ ซากพืช ซากสัตว์ที่สลายตัว มากน้อยแตกต่างกันและสิ่งมีชีวิตในดิน ซึ่งทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น ไส้เดือนและแมลงในดิน เป็นต้น


ชนิดของดิน
จำแนกตามลักษณะของเนื้อดิน มี 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้

1. ดินเหนียว (Clay) คือ ดินที่มีเนื้อละเอียดที่สุด ยืดหยุ่นเมื่อเปียกน้ำ เหนียวติดมือ ปั้นเป็นก้อนหรือคลึงเป็นเส้นยาวได้ พังทลายได้ยาก การอุ้มน้ำดี จับยึดและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชได้ค่อนข้างสูงจึงมีธาตุอาหารพืชอยู่มาก
2. ดินทราย (Sand) เป็นดินที่เกาะตัวกันไม่แน่น ระบายน้ำและอากาศได้ดีมาก อุ้มน้ำได้น้อย พังทลายง่าย มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำเพราะความสามารถในการจับยึดธาตุอาหารมีน้อย พืชที่ขึ้นอยู่ในบริเวณดินทรายจึงขาดน้ำและธาตุอาหารได้ง่าย
3. ดินร่วน (Loam) คือ ดินที่มีเนื้อค่อนข้างละเอียด นุ่มมือ ยืดหยุ่นพอควร ระบายน้ำได้ดีปานกลางมีแร่ธาตุอาหารพืชมากกว่าดินทรายเหมาะสำหรับใช้เพาะปลูก

การกำเนิดของดิน
เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้




ขั้นที่ 1 การผุพัง สลายตัว (Weathering) เป็นสาเกตุทำให้ชั้นหินแตกเป็นหินก้อนใหญ่ๆ หินชั้นนี้ เมื่อถูกแสงแดดและฝนตกก็จะแตกหักและผุพังเป็นชิ้นเล็กๆต่อไป
ขั้นที่ 2 ขบวนการสร้างดิน (Soil Forming Process) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการผุพังสลายตัวของหินและ พืชจะเจริญงอกงามตามบริเวณรอยแตกของหิน แมลงเล็กๆ และสัตว์อื่นๆ เข้ามาอาศัยตามบริเวณรอยแตกเมื่อพืชและสัตว์ตายจะสลายตัวไปเป็นฮิวมัส
ขั้นที่ 3 สัตว์เล็กๆ ในดิน จะเคลื่อนที่ไปมาทำให้ฮิวมัสผสมกับเศษหินและแร่กลายเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ เรียกว่า ดินชั้นบน


หน้าตัดดิน




ปัจจัยต่างๆ ของการกำเนิดดิน ทำให้ได้ดินที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างมาก ดินในภูมิประเทศหนึ่งๆ จะมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง เราเรียกภาคตัดตามแนวดิ่งของชั้นดิน เรียกว่า หน้าตัดดิน (Soil Horizon) หน้าตัดดินบอกถึงลักษณะทางธรณีวิทยา และประวัติภูมิอากาศของภูมิประเทศที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้นับพันปี รวมถึงว่ามนุษย์ใช้ดินอย่างไร อะไรเป็นสาเหตุให้ดินนั้นมีสมบัติเช่นในปัจจุบัน ตลอดจนแนวทางที่ดีที่สุดในการใช้ดิน


การปรับปรุงคุณภาพของดิน
การปรับปรุงคุณภาพของดินให้เหมาะกับการเพาะปลูกมีหลายวิธี ดังนี้

•การใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มแร่ธาตุ จุดประสงค์ของการใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มเกลือแร่ให้กับดินเกลือแร่บางชนิดจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชเช่นเกลือแร่ของาตุไนโตรเจนฟอสฟอรัสโพแทสเซียมและอื่นๆนอกจากนั้นยังเป็นการเพิ่มสารอินทรีย์ในดินอาจกระทำได้โดยใช้ปุ๋ยพืชสดใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักซึ่งปุ๋ยอินทรีย์เหล่านี้จะช่วยให้ดินมีความสามารถอุ้มน้ำได้ดีอากาศแทรกซึมได้สะดวกและลดอัตราการสูญเสียหน้าดิน
•การปรับความเป็นกรด - เบสของดิน ปัจจัยที่เพิ่มความเป็นกรด - เบสของดิน ได้แก่ การเน่าเปื่อยของสารอินทรีย์ในดิน การใส่ปุ๋ยเคมีบางชนิด การใส่ปูนขาว โดยทั่วไปเป็นเพราะปริมาณแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และโซเดียมที่เกาะอยู่กับเม็ดดินมากน้อยต่างกัน จึงทำให้ดินแต่ละชนิดมีความเป็นกรด - เบส แตกต่างกัน
•การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชหมุนเวียนจะเป็นวิธีการที่ทำให้มีการเพิ่มสารอินทรีย์ในดินเพื่อการเพิ่มคุณภาพของดิน


หิน

หิน (Rocks) คือมวลของแข็งที่ประกอบไปด้วยแร่ชนิดเดียวกันหรือหลายชนิดรวมตัวกันอยู่ตามธรรมชาติเปลือกโลกส่วนใหญ่มักเป็นแร่ตระกูลซิลิเกตนอกจากนั้นยังมีแร่ตระกูลคาร์บอเนตเนื่องจากบรรยากาศโลกในอดีตส่วนใหญ่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์บนบรรยากาศลงมาสะสมบนพื้นดินและมหาสมุทรสิ่งมีชีวิตอาศัยคาร์บอนสร้างธาตุอาหารและร่างกายแพลงตอนบางชนิดอาศัยซิลิกาสร้างเปลือกเมื่อตายลงทับถมกันเป็นตะกอน


ประเภทของหิน
นักธรณีวิทยาแบ่งหินออกเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะการเกิด คือ

•หินอัคนี
•หินตะกอน
•หินแปร


วัฏจักรหิน (Rock cycle)

เมื่อหินหนืดร้อนภายในโลก (Magma) และ หินหนืดร้อนบนพื้นผิวโลก (Lava) เย็นตัวลงกลายเป็น หินอัคนี ลมฟ้าอากาศ น้ำ และแสงแดด ทำให้หินผุพังสึกกร่อนเป็นตะกอน ทับถมกันเป็นเวลานานหลายล้านปี แรงดันและปฏิกิริยาเคมีทำให้เกิดการรวมตัวเป็น หินตะกอน หรือ หินชั้น การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกและความร้อนจากแมนเทิลข้างล่าง ทำให้เกิดการแปรสภาพเป็น หินแปร กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นวงรอบเรียกว่า วัฏจักรหิน (Rock cycle) อย่างไรก็ตามกระบวนการไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ หินอัคนี หินชั้น และหินแปร การเปลี่ยนแปลงประเภทหินอาจเกิดขึ้นย้อนกลับไปมาได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม




หินอัคนี

หินอัคนี (Igneous rocks) เป็นหินที่เกิดจากการแข็งตัวของหินหนืด (Magma) จากชั้นแมนเทิลที่โผล่ขึ้นมา เราแบ่งหินอัคนีตามแหล่งที่มาออกเป็น 2 ประเภท คือ

•หินอัคนีแทรกซอน (Intrusive igneous rocks) เป็นหินที่เกิดจากหินหนืดที่เย็นตัวลงภายในเปลือกโลกอย่างช้าๆ ทำให้ผลึกแร่มีขนาดใหญ่ และเนื้อหยาบ เช่น หินแกรนิต หินไดออไรต์ และหินแกรโบร
•หินอัคนีพุ (Extrusive ingneous rocks) บางทีเรียกว่า หินภูเขาไฟ เป็นหินหนืดที่เกิดจากลาวาบนพื้นผิวโลกเย็นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลึกมีขนาดเล็ก และเนื้อละเอียด เช่น หินบะซอลต์ หินไรออไรต์ และหินแอนดีไซต์

หินอัคนีแทรกซอน เย็นตัวช้าผลึกใหญ่


หินแกรนิต (Granite) เป็นหินอัคนีแทรกซอนที่เย็นตัวลงภายในเปลือกโลกอย่างช้าๆ จึงมีเนื้อหยาบซึ่งประกอบด้วยผลึกขนาดใหญ่ของแร่ควอรตซ์สีเทาใส แร่เฟลด์สปาร์สีขาวขุ่น และแร่ฮอร์นเบลนด์ หินแกรนิตแข็งแรงมาก ชาวบ้านใช้ทำครก เช่น ครกอ่างศิลา ภูเขาหินแกรนิตมักเตี้ยและมียอดมน เนื่องจากเปลือกโลกซึ่งเคยอยู่ชั้นบนสึกกร่อนผุพัง เผยให้เห็นแหล่งหินแกรนิตซึ่งอยู่เบื้องล่าง


หินไดออไรต์


หินแกรโบร



หินเพริโดไทต์

หินอัคนีพ ุ เย็นตัวเร็วผลึกเล็ก


หินไรโอไลต์ (Ryolite) เป็นหินอัคนีพุซึ่งเกิดจากการเย็นตัวของลาวา มีเนื้อละเอียดซึ่งประกอบด้วยผลึกแร่ขนาดเล็ก มีแร่องค์ประกอบเหมือนกับหินแกรนิต แต่ทว่าผลึกเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ ส่วนมากมีสีชมพู และสีเหลือง


หินแอนดีไซต์ (Andesite) เป็นหินอัคนีพุซึ่งเกิดจากการเย็นตัวของลาวาในลักษณะเดียวกับหินไรโอไรต์ แต่มีองค์ประกอบของแมกนีเซียมและเหล็กมากกว่า จึงมีสีเขียวเข้ม


หินบะซอลต์ (Basalt) เป็นหินอัคนีพุ เนื้อละเอียด เกิดจากการเย็นตัวของลาวา มีสีเข้มเนื่องจากประกอบด้วยแร่ไพร็อกซีนเป็นส่วนใหญ่ อาจมีแร่โอลิวีนปนมาด้วย เนื่องจากเกิดขึ้นจากแมกมาใต้เปลือกโลก หินบะซอลต์หลายแห่งในประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของอัญมณี ( พลอยชนิดต่างๆ) เนื่องจากแมกมาดันผลึกแร่ซึ่งอยู่ลึกใต้เปลือกโลก ให้โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นผิว




หินตะกอน

หินตะกอน หรือ หินชั้น (Sedimentary rocks) เป็น หินที่ถูกแสงแดด ลมฟ้าอากาศ และน้ำ หรือ ถูกกระแทก แล้วแตกเป็นก้อนเล็กๆ หรือผุกร่อน เสื่อมสภาพลง เศษหินที่ผุพังทั้งอนุภาคใหญ่และเล็กถูกพัดพาไปสะสมอัดตัวกัน เป็นชั้นๆ เกิดความกดดันและปฏิกิริยาเคมีจนกลับกลายเป็นหินอีกครั้ง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดหินตะกอนหรือหินชั้น คือ การผุพัง (Weathering) การกร่อน (Erosion) และการพัดพา (Transportation)



ตัวอย่างหินตะกอน

รูป
ประเภท
หิน
แร่หลัก
ลักษณะ
ที่มา


หินตะกอนอนุภาค (Clastic rocks)
หินกรวดมน
Conglomerate
ขึ้นอยู่กับก้อนกรวดซึ่งประกอบกันเป็นหิน
เนื้อหยาบ เป็นกรวดมนหลายก้อนเชื่อมติดกัน
เม็ดกรวดที่ถูกพัดพาโดยกระแสน้ำ และเกาะติดกันด้วยวัสดุประสาน


หินทราย
Sandstone
ควอรตซ์ SiO 2
เนื้อหยาบสีน้ำตาล สีแดง
ควอรตซ์ในหินอัคนี ผุพังกลายเป็นเม็ดทรายทับถมกัน


หินดินดาน
Shale
แร่ดินเหนียว Al 2SiO 5(OH) 4
เนื้อละเอียดมาก สีเทา ผสมสีแดงเนื่องจากแร่เหล็ก
เฟลด์สปาร์ในหินอัคนี ผุพังเป็นแร่ดินเหนียวทับถมกัน


หินตะกอนเคมี (Chemical sedimentary rocks)
หินปูน
Limestone
แคลไซต์ CaCO 3
เนื้อละเอียดมีหลายสี ทำปฏิกิริยากับกรด
การทับถมกันของตะกอนคาร์บอนเนตในท้องทะเล


หินเชิร์ต
Chert
ซิลิกา SiO 2
เนื้อละเอียด แข็งสีอ่อน
การทับถมของซากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในท้องทะเล จนเกิดการตกผลึกใหม่ของซิลิกา




หินแปร

หินแปร คือ หินที่แปรสภาพไปจากโดยการกระทำของความร้อน แรงดัน และปฏิกิริยาเคมี หินแปรบางชนิดยังแสดงเค้าเดิม บางชนิดผิดไปจากเดิมมากจนต้องอาศัยดูรายละเอียดของเนื้อใน หรือสภาพสิ่งแวดล้อมจึงจะทราบที่มา อย่างไรก็ตามหินแปรชนิดหนึ่งๆ จะมีองค์ประกอบเดียวกันกับหินต้นกำเนิด แต่อาจจะมีการตกผลึกของแร่ใหม่ เช่น หินชนวนแปรมาจากหินดินดาน หินอ่อนแปรมาจากหินปูน เป็นต้น หินแปรส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระดับลึกใต้เปลือกโลกหลายกิโลเมตร ที่ซึ่งมีความดันสูงและอยู่ใกล้กลับหินหนืดร้อนในชั้นแอสทีโนสเฟียร์ แต่การแปรสภาพในบริเวณใกล้พื้นผิวโลกเนื่องจากสิ่งแวดล้อมโดยรอบก็คงมี นักธรณีวิทยาแบ่งการแปรสภาพออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. การแปรสภาพสัมผัส (Contact metamorphism) เป็นการแปรสภาพเพราะความร้อน เกิดขึ้น ณ บริเวณที่หินหนืดหรือลาวาแทรกดันขึ้นมาสัมผัสกับหินท้องที่ ความร้อนและสารจากหินหนืดหรือลาวาทำให้หินท้องที่ในบริเวณนั้นแปรเปลี่ยนสภาพผิดไปจากเดิม
2. การแปรสภาพบริเวณไพศาล (Regional metamophic) เป็นการแปรสภาพของหินซึ่งเกิดเป็นบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลเนื่องจากอุณหภูมิและความกดดัน โดยปกติการเปรสภาพแบบนี้จะไม่มีความเกี่ยวพันกับมวลหินอัคนี และมักจะมี ริ่วขนาน (Foliation) จนแลดูเป็นแถบลายสลับสี บิดย้วยแบบลูกคลื่น ซึ่งพบในหินชีสต์ หินไนส์ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการการตกผลึกใหม่ของแร่ในหิน ทั้งนี้ริ้วขนานอาจจะแยกออกได้เป็นแผ่นๆ และมีผิวหน้าเรียบเนียน เช่น หินชนวน



ตัวอย่างหินแปร

หินแปร
แร่หลัก
หินต้นกำเนิด
คำอธิบาย


หินไนซ์ (gneiss)
ควอรตซ์
เฟลด์สปาร์
ไมก้า
หินแกรนิต
หินแปรเนื้อหยาบ มีริ้วขนาน หยักคดโค้งไม่สม่ำเสมอ สีเข้มและจางสลับกัน แปรสภาพมาจากหินแกรนิต โดยการแปรสภาพบริเวณไพศาล ที่มีอุณหภูมิสูงจนแร่หลอมละลาย และตกผลึกใหม่ (Recrystallize)


หินควอร์ตไซต์ (Quartzite)
ควอรตซ์

หินทราย (Sandstone)
หินแปรเนื้อละเอียด เนื้อผลึกคล้ายน้ำตาลทราย มีสีเทา หรือสีน้ำตาลอ่อน โดยการแปรสภาพบริเวณไพศาลที่มีอุณหภูมิสูงมาก จนแร่ควอรตซ์หลอมละลายและตกผลึกใหม่ จึงมีความแข็งแรงมาก


หินชนวน (Slate)
แร่ดินเหนียว

หินดินดาน (Shale)
หินแปรเนื้อละเอียดมาก เกิดจากการแปรสภาพของหินดินดานด้วยความร้อนและความกดอัดทำให้แกร่ง และเกิดรอยแยกเป็นแผ่นๆ ขึ้นในตัว โดยรอยแยกนี้ไม่จำเป็นต้องมีระนาบเหมือนการวางชั้นหินดินดานเดิม หินชนวนสามารถแซะเป็นแผ่นใหญ่


หินชีตส์ (Schist)
ไมก้า

หินชนวน (Slate)
หินแปรมีเนื้อเป็นแผ่น เกิดจากการแปรสภาพบริเวณไพศาลของหินชนวน แรงกดดันและความร้อนทำให้ผลึกแร่เรียงตัวเป็นแผ่นบางๆ ขนานกัน


หินอ่อน (Marble)
แคลไซต์

หินปูน (Limestone)
หินแปรเนื้อละเอียดถึงหยาบ แปรสภาพมาจากหินปูน โดยการแปรสัมผัสที่มีอุณหภูมิสูงจนแร่แคลไซต์หลอมละลายและตกผลึกใหม่ ทำปฏิกิริยากับกรดทำให้เกิดฟองฟู่ หินอ่อนใช้เป็นวัสดุตกแต่งอาคาร




แร่

แร่ (Mineral) หมายถึง ธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ ( ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต) ที่มีสถานะเป็นของแข็ง เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมีโครงสร้างภายในที่เป็นผลึก มีสูตรเคมีและสมบัติอื่นๆ ที่แน่นอนหรือเปลี่ยนแปลงได้ในวงจำกัด ตัวอย่างเช่น แร่เฮไลต์ ( เกลือ) เป็นสารประกอบ (Compound) ซึ่งประกอบด้วยอะตอมของโซเดียมและคลอรีนจำนวนเท่ากัน เกาะตัวกันอยู่ ทั้งนี้ผลึกเกลือขนาดเท่าหัวเข็มหมุด ประกอบด้วยโซเดียมคลอไรด์หลายล้านโมเลกุล

คุณสมบัติทางกายภาพของแร่
•ผลึก ( Crystal) หมายถึง ของแข็งที่มีเนื้อเดียวกัน มีรูปทรงสามมิติ ผิวหน้าแต่ด้านเป็นระนาบ ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดตัวของอะตอมหรือโมเลกุลของธาตุที่ประกอบอยู่ในของแข็งนั้นอย่างมีแบบแผน
•แนวแตกเรียบ (Clevage) หมายถึง รอยที่แตกเป็นระนาบเรียบตามโครงสร้างอะตอมในผลึกแร่
•แนวแตกประชิด (Fracture) หมายถึง แนวแตกบางๆ ซึ่งปรากฏเป็นแนวขนานบางๆ หลายแนวบนเนื้อแร่ และมิได้อยู่ในระนาบเดียวกับแนวแตกเรียบ
•ความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) เป็นอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของสสารต่อน้ำหนักของน้ำ ณ อุณหภูมิหนึ่งๆ
•ความแข็ง (Hardness) มาตราความแข็งของแร่ตามระบบสเกลของโมล (Mol’s scale) ประกอบด้วยแร่มาตรฐาน 10 ชนิด เรียงลำดับตั้งแต่แร่ที่ทนทานต่อการขูดขีดน้อยที่สุด ถึงมากที่สุด ตามตาราง

ค่าความแข็ง
แร่
วัตถุที่ใช้ทดสอบ

1
ทัลก์
ปลายนิ้ว

2
ยิปซัม
เล็บ

3
แคลไซต
เหรียญบาท

4
ฟลูออไรต์
มีดพก

5
อพาไทต์
กระจก

6
ออร์โทเคลส
เหล็กกล้า

7
ควอรซต์
กระเบื้อง

8
โทปาส
-

9
คอรันดัม ( พลอย)
-

10
เพชร
-



•สี (Color) เป็นคุณสมบัติที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดแต่เชื่อถือไม่ได้ แร่บางชนิดเช่น แร่ควอรตซ์ (SiO2) ปกติใสไม่มีสี แต่ที่พบเห็นส่วนมากจะมีสีขาว เหลือง ชมพู หรือดำ เนื่องมีสารอื่นเจือปนทำให้ไม่บริสุทธิ์ แร่คอรันดัม (Al2O3) โดยปกติมีสีขาวอมน้ำตาลขุ่น แต่เมื่อมีธาตุโครเมียมจำนวนเล็กน้อยเจือปน ก็จะมีสีแดงเรียกว่า “ ทับทิม” (Ruby) หรือถ้ามีธาตุเหล็กเจือปน ก็จะมีสีน้ำเงินเรียกว่า “ ไพลิน” (Sapphire)
•สีผงละเอียด (Streak) เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของแร่แต่ละชนิด เมื่อนำแร่มาขีดบนแผ่นกระเบื้อง ( ที่ไม่เคลือบ) จะเห็นสีของรอยขีดติดอยู่แผ่นกระเบื้อง ซึ่งอาจมีสีไม่เหมือนกับชิ้นแร่ก็ได้
•ความวาว (Luster) หมายถึง คุณสมบัติในการสะท้อนแสงของผิวแร่ ความวาวมีหลายแบบ เช่น วาวแบบโลหะ แบบมุก แบบเพชร แบบน้ำมัน แบบแก้ว เป็นต้น
•ความเป็นโลหะและอโลหะ ( Metal and Nonmetal) เป็นสมบัติพื้นฐานของแร่ ต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันในด้านสมบัติ ความเป็นโลหะและอโลหะ เช่น การนำไฟฟ้า การนำความร้อน การเกิดสารประกอบ เป็นต้น

การจำแนกแร่

การจำแนกแร่ สามารถจำแนกออกได้ 4 ประเภท

1. แร่โลหะและแร่อโลหะ เป็นแร่ที่อยู่ในหินทั่วไป

แร่โลหะมีออกไซของโลหะ ซึ่งประกอบโลหะ กับออกซิเจน การนำแร่โลหะมาใช้ให้เกิดประโยชน์จะต้องทำการถลุงแร่ให้ได้โลหะบริสุทธิเสียก่อน โลหะที่ยังไม่ผ่านการถลุงเรียกว่า สินแร่ เช่น ตะกั่ว สังกะสี ดีบุก ทองแดง แมงกานีส พลวง โครเมียม

ตัวอย่างแร่ที่สำคัญ
แร่อโลหะ

รูปภาพ
แร่
ประเภท
สูตรเคมี
รูปผลึก
ความแข็ง
ถ . พ.
สีผง
การนำไปใช้


ควอรตซ์
ซิลิเกต
SiO 2

7
2.7
ขาว
ทราย


เฟลด์สปาร์
ซิลิเกต
Al 2Si 2O 6

6
2.5
ทราย
ดิน


ไมก้า
ซิลิเกต
(AlSi) 4O 10(OH) 2

3
3
ขาว / ดำ
ทำฉนวน


แคลไซต์
คาร์บอเนต
CaCO 3

3
2.7
ขาว
ปูนซีเมนต์


เพชร
ไม่รวมกับธาตุอื่น
C

10
3.5
ไม่มีสี
เครื่องประดับ


กราไฟต์
ไม่รวมกับธาตุอื่น
C

1 - 2
2.2
ดำ
ไส้ดินสอ


เฮไลต์
เฮไลด์
NaCl

2.5
2.2
ขาว
เกลือ




แร่โลหะ

รูปภาพ
แร่
ประเภท
สูตรเคมี
รูปผลึก
ความแข็ง
ถ . พ.
สีผง
การนำไปใช้


ทอง
ไม่รวมกับธาตุอื่น
Au

2.5 - 3
19.3
ทอง
เครื่องประดับ


ฮีมาไทต์
ออกไซด์
Fe 2O 3

5 - 6
5
แดง
สินแร่เหล็ก


กาลีนา
ซัลไฟด์
PbS

2.5
7.5
เทา
สินแร่ตะกั่ว



แร่อโลหะไม่ต้องการถลุงสามารถที่จะขุดมาใช้ได้เลย มีดังนี้

แร่
ประโยชน์

1. กำมะถัน ทำดินปืน ไม้ขีดไฟ ใช้ในอุตสาหกรรม
2. ใยหิน
ทำวัสดุทนไฟ

3. ยิปซัม
ทำปูนซีเมนต์ ปูนปลาสเตอร์

4. ฟลูออไรด์
ใช้ในอุตสาหกรรมเคมี

5.โพแทสเซียม
ทำปุ๋ย

6. ฟอสเฟต
ทำปุ๋ย อาหารสัตว์

7. แกรไฟต์
ทำดินสอ ขั้วไฟฟ้า

8. ไมกา
ทำอุปกรณ์ไฟฟ้า

9. ควอตช์
ทำเครื่องมือวิทยาศาสตร์ วัสดุขัดรังสี อุตสาหกรรมใยแก้ว

10.เฟลด์สปาร์
เครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา




2. แร่รัตนาชาติ เป็นแร่อโลหะที่สามารถนำมาเจียระไนหรือขัดมันให้เกิดความสวยงาม มีความเด่นชัด ของสี ความวาว การให้แสงผ่าน การกระทบแสง นิยมนำมาทำเครื่องประดับโดยการขายเป็นกระรัต เช่นไพลิน หยก เพทาย มรกต โกเมน เป็นต้น

3. แร่กัมมันตรังสี เป็นสภาพของนิวเคลียสไม่เสถียร จะมีการปล่อยรังสีออกมาจากอะตอมอยู่ตลอดเวลา จัดเป็นแร่ที่ให้พลังงานที่มหาศาล ปัจจุบันรังสีที่ปลดปล่อยออกจาก แร่กัมมันตรังสี มาใช้ประโยชน์ เช่น การรักษาโรค ผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้น

4. แร่เชื้อเพลิง เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน น้ำมันดิบหรือน้ำมันปิโตรเลียม



การอนุรักษ์ทรัพยากรธรณี

ทรัพยากรธรณีทุกชนิดเมื่อนำมาใช้ย่อมหมดไป การสร้างขึ้นใหม่อาจจะต้องใช้เวลานานหรือบางอย่างไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนได้ จำเป็นต้องช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรณีตามแนวทางต่อไปนี้

1. การสำรวจ การสำรวจทรัพยากรธรณีมีประโยชน์ในด้านการลงทุนว่าผลตอบแทนจะคุ้มต่อการลงทุนหรือไม่ เช่น การสำรวจแหล่งแร่ แหล่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น

2. การป้องกัน การป้องกันจะช่วยไม่ให้ทรัพยากรธรรมชิตถูกทำลาย เช่น ป้องกันไม่ให้ดินถูกกร่อนด้วยแรงลมหรือน้ำ

3. การลดอัตราการเสื่อมสูญ โดยการนำทรัพยากรที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เช่น การกลั่นน้ำมัน ในขั้นตอนการกลั้นโดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะได้ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้เป็นประโยชน์ เช่น นำมาเป็นพลาสติก ปุ๋ย ใยสังเคราะห์ เป็นต้น

4. การปรับปรุงคุณภาพ การปรับปรุงคุณภาพเพื่อจะได้มีอายุการใช้งานให้ยาวนานมากขึ้น เช่น การนำเหล็กมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ควรจะหาทางป้องกันการเกิดสนิมเหล็ก โดยการทาสี การเคลือบ เป็นต้น

5. การใช้สิ่งอื่นทดแทน เช่น การใช้อะลูมิเนียม คอนกรีต หรือพลาสติกแทนเหล็ก เป็นต้น นำกลับมาใช้ได้อีกครั้งโดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ระบบนิเวศป่าชายเลน


ระบบนิเวศป่าชายเลน เป็นระบบนิเวศที่อยู่ในแนวเชื่อมต่อ ระหว่างผืนแผ่นดินกับพื้นน้ำทะเลในเขตร้อน และกึ่งร้อน ของโลกซึ่งมีป่าชายเลนขึ้นอยู่เป็นระบบที่นำเอาทรัพยากรน้ำ ดิน และแร่ธาตุอาหารต่างๆ จากบกและทะเลมาปรุงแต่งให้เป็นแหล่งทรัพยาการที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและคุณค่าสูง ขณะเดียวกันตัวเองจะทำหน้าที่เป็นป้อมปราการที่คอยปกป้องและรักษาไว้ซึ่งความสมดุลของสิ่งแวดล้อม ให้เอื้ออำนวยต่อการเป็นแหล่งกำเนิดห่วงโซ่อาหาร ของมวลมนุษยชาติอย่างยั่งยืน
สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของป่าชายเลนมีความแตกต่างออกไปอย่างมากจากป่าชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะดิน เนื่องจากมีสภาพเป็นดินเลนในที่ราบกว้างใหญ่ ดินเหล่านี้มีความอุดมสมบูรณ์สูงจากธาตุอาหารที่ไหลมาจากแหล่งต่างๆ เช่น จากการกันเซาะตามชายฝั่งและแหล่งน้ำลำธาร อีกส่วนหนึ่งมาจากซากพืชซากสัตว์ในบริเวณป่าชายเลนเอง โดยเฉพาะใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันเป็นจำนวนมาก แพลงค์ตอนพืชและสาหร่าย ส่วนสภาพความเค็มของน้ำบริเวณนี้มีระดับค่อนข้างต่ำ เนื่องจากมีน้ำจืดไหลลงมาปะปนกับน้ำทะเลจึงทำให้น้ำบริเวณนี้เป็นน้ำกร่อย ระดับความเค็มของน้ำดังกล่าวยังเปลี่ยนแปลงไปได้ตามระดับน้ำที่ขึ้นลงเป็นประจำ กล่าวคือ ระดับความเค็มจะสูงขึ้นเมื่อน้ำขึ้น และในขณะที่อยู่ในช่วงน้ำเกิด น้ำทะเลจะสามารถไหลเข้าสู่ป่าชายเลนได้เป็นระยะทางไกลขึ้น ซึ่งเป็นไปในทางกลับกันกับน้ำลงและช่วงน้ำตายตามลำดับ

ลักษณะทางกายภาพดังกล่าวมีผลต่อชุมชนในป่าชายเลนเป็นอย่างมาก โดยมีผลทางตรงต่อชนิดและการกระจายของพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ดังจะเห็นได้จากป่าชายเลนแหล่งต่างๆของโลก พันธุ์ไม้จะขึ้นอยู่ในลักษณะเป็นเขตแนวของแต่ละชนิด โดยมีแบบแผนแน่นอนจากบริเวณฝั่งน้ำเข้าไปด้านในของป่า อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างไปจากป่าบกทั่วไป ทั้งนี้เพราะลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ป่าที่มีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบกันตั้งแต่ชายฝั่งถึงส่วนที่อยู่ลึกเข้าไป พันธุ์ไม้ต่างๆที่มีการปรับตัวมาจนขึ้นอยู่ได้ในเขตนี้ แม้จะปรับตัวมาในลักษณะคล้ายกัน แต่ยังคงมีความแตกต่างกันในบางส่วน ที่ทำให้สามารถเจริญและแพร่กระจายอยู่ได้ในบริเวณต่างกันของป่าชายเลนโดยเฉพาะบริเวณที่มีสภาพเป็นดินเลนลึก มีน้ำท่วมถึงเสมอกับบริเวณที่เป็นดินเลนตื้น และมีน้ำท่วมถึงเป็นบางครั้งบางคราว พันธุ์ไม้ที่จะขึ้นได้ในบริเวณที่เป็นดินเลนลึกจึงต้องมีรากค้ำจุนที่แข็งแรงเป็นจำนวนมาก รากเหล่านี้ช่วยพยุงลำต้นให้ตั้งตรงอยู่ได้ไม่โค่นล้มเมื่อถูกพายุพัดหรือคลื่นซัด ได้แก่ พันธุ์ไม้พวก โกงกาง ต้นอ่อนจึงสามารถเจริญเติบโตตั้งแต้อยู่บนต้นแม่จนกระทั่งพร้อมที่จะงอกรากและเติบโตเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงทันทีที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน

สำหรับสัตว์ต่างๆที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนต่างก็ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมที่ต่างไปจากสัตว์ในป่าบกทั่วไปเช่นกัน สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามเรือนยอดของพันธุ์ไม้ต่างๆในป่าชายเลนเป็นพวกที่ไม่จำเป็นต้องมีการปรับตัวโดยเฉพาะ ได้แก่ นก แมลง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดต่างๆ เช่น ลิง หนูค้างคาว เสือปลา นาก และแมวป่า รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลาน เช่น ตะกวด เต่า และงู เป็นต้น สัตว์พวกนี้อาจมีการอพยพไปมาจากป่าชายเลนสู่ป่าข้างเคียงได้ แต่สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามพื้นป่าโดยอาศัยคืบคลานหรือเกาะหรือขุดรูอยู่ตามพื้นดิน รวมทั้งพวกที่อยู่ในน้ำจะต้องมีการปรับตัวอย่างมากเพื่อการอยู่รอดเนื่องจากต้องประสบกับสภาวะต่างๆที่เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นประจำหรือต้องอยู่ในสภาพไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตโดยทั่วไป เช่น สภาวะที่ทำให้มีการสูญเสียน้ำออกจากลำตัว และสภาพอุณหภูมิสูง สภาพที่มีปริมาณออกซิเจนค่อนข้างต่ำของดินเลน และการเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำ สัตว์พวกนี้ได้แก่ หอย ปู กุ้ง หนอนตัวกลม หนอนตัวแบน ไส้เดือนทะเล และครัสเตเชียน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามชุมชนในป่าชายเลนจะประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆจำนวนมากที่สามารถปรับตัวอยู่ได้และแพร่ลูกแพร่หลานเป็นจำนวนมาก ทำให้ป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิดก็ได้อาศัยวางไข่และอนุบาลตัวอ่อนในบริเวณนี้ โดยบางชนิดอาศัยอยู่จนครบวงจรของชีวิต

ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนในแง่ของการถ่ายทอดพลังงาน เป็นแบบที่เริ่มต้นด้วยเศษอินทรียสาร (detritus) ซึ่งได้จากการสลายตัวของใบไม้ในบริเวณป่าชายเลนโดยจุลินทรีย์ผู้ย่อยสลาย อินทรียวัตถุเหล่านี้จะเป็นอาหารของพวกกินเศษอินทรียวัตถุ เช่น แอมฟิพอด หอย กุ้ง ปู และตัวอ่อนของแมลงต่างๆ จากพื้นก็จะถูกกินต่อๆกันไปตามลำดับขั้นของลูกโซ่อาหาร

วิธีสร้างสุข







วิธีสร้างสุข ปลดทุกข์

หากความทุกข์ เป็นเพียงวัตถุอย่างหนึ่ง ที่อยู่ในมือของเรา และเพียงแค่เราแบมือออกมา แล้วปล่อยทิ้งลงไป ก็สามารถปล่อยวางความทุกข์ ลงได้ โลกเรานี้คงจะไม่มีความทุกข์ .. ชีวิตของทุก ๆ คนคงจะมีแต่ความสุข ไม่มีความเร่งรีบ หรือความวิตกกังวลใจ อันจะเป็นหนทางนำร่างกาย และสุขภาพจิตไปในทางที่ย่ำแย่ ถึงแม้เราจะไม่สามารถปลดปล่อยความทุกข์ไปได้ 100% แต่เราก็มีวิธีง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณมีความสุขกายสบายใจมาฝาก ทำได้ไม่ยากเลยลองมาเริ่มกันเถอะ..

หาพระเอกในดวงใจ

การมีคนประทับใจ เอาไว้เป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิต จะช่วยให้เรามีกำลังใจ เดินไปในทางที่ถูกต้อง เพียงแต่ไม่ควรที่จะยึดคน ๆ นั้นไว้เป็นแบบอย่างแค่คนเดียว เพราะคนๆ หนึ่งอาจมีข้อดีและข้อด้อยได้ ซึ่งบางครั้งเราเจอเหตุการณ์หนึ่งอาจนึกถึงคนหนึ่ง แต่กับอีก เหตุการณ์ ก็จะนึกถึงอีกคน โดยดูว่าเขามีวิธีรับสถานการณ์นั้นๆ อย่างไร แต่คุณไม่ควรลืมว่าแต่ละคนก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

หาแรงบันดาลใจ

การมีแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กน้อย ก็อาจเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยง และเติมความสุขให้แก่ชีวิตคนบาง คนให้อยู่ได้ยาวนานเลยทีเดียว ซึ่งแรงบันดาลใจในที่นี้ อาจใช้เพียงเสียงเพลงที่ชอบ คำพูดที่น่าประทับใจ จะเป็นอะไรก็ได้ที่ให้กำลังใจเรา ในการดำเนินชีวิต

ค้นหาความหมายของชีวิต

บางครั้งคุณอาจเกิดคำถาม ที่มาพร้อมความสงสัยในตัวเองว่า คุณกำลังทำอะไรอยู่ การค้นหาความหมายของชีวิต จะช่วยทำให้คุณมีความสุข ซึ่งความสุขที่ได้นั้นเกิดจากการที่คุณรู้ว่า เป้าหมายของชีวิตคืออะไร

ทำใจกับสิ่งที่แตกต่าง

บางคนเป็นคนที่ต้องสร้างกฎเกณฑ์ ให้กับตัวเอง พอพบเจอสิ่งที่เป็นเรื่องแปลกก็ไม่ยอมรับ ซึ่งอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่รอบๆ ตัวเราจะ มีสิ่งที่ขัดความรู้สึก จนพาลทำให้ขาดความสุข เป็นอันว่าคุณควรจะพยายามที่จะชื่นชมกับความต่างเหล่านั้นดูบ้าง จะช่วยให้ความเครียด ลดลงได้ ลองหัดยอมรับความแตกต่างดูบ้างจะทำให้ช่องว่างลดลง ปัญหาก็ไม่เกิดแต่สิ่งที่เกิดคือความเข้ากันได้ คือความสุข

ช่วยเหลือคนอื่น

สมัยนี้ การช่วยเหลือคนอื่นเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถจะทำให้คุณมีความสุขได้ เพราะการช่วยเหลือจะส่งผลให้มีความสุขอันเกิดจากการให้ และยังจะทำให้อีกชีวิตหนึ่งมีความหมายมากขึ้นนั่นเรียกว่า ความสุขในอีกมุมหนึ่ง

นวดผ่อนคลาย

การนวดเพื่อคลายเครียดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งๆ ละ 30 นาที จะทำให้ร่างกายสดชื่นเกิดความสุขได้ ช่วยผ่อนคลายความตึงของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี เช่น การนั่งทำงานนานๆ หรือ ยืนนานๆ จะทำให้เกิดการกดทับ เกิดความไม่สบายตัว จนอาจส่งผลต่อ อารมณ์อย่างแน่นอน ปัจจุบันนี้ สถานที่ซึ่งให้บริการนวดก็มีมากมาย คุณสามารถเลือกรูปแบบบริการที่ต้องการ หรือจะใช้การนวดเพื่อช่วยสร้างเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยผลัดเปลี่ยนกันนวดผ่อนคลายก็ยิ่งดี

การออกกำลังกาย

เลือกออกกำลังกาย ตามความถนัดของแต่ละคน จัดว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ถือว่าได้ผลที่สุด ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสก็ได้ โดยอาจใช้วิธีเดินเล่น ขึ้นบันไดแทนการขึ้นลงลิฟท์ วิ่งเหยาะ ๆ ในสวนสาธารณะเปลี่ยนบรรยากาศ หรืออาจตรวจดูตัวเองว่าส่วนไหนเริ่มแย่ เริ่มย้อย ก็รีบออกกำลังกายเน้นเฉพาะส่วนนั้นมากขึ้น จะได้ใส่เสื้อผ้าให้ดูดีขึ้น เท่านี้คุณก็มีความสุขมากขึ้นได้ ผลการวิจัยพบว่าการสร้างความตื่นตัวให้กับร่ายกายและจิตใจ โดยการออกกำลังกายหรือขยับร่างกายนั้นจะส่งให้ระบบเส้นประสาทที่ชื่อว่า Norepinephrine ทำงานได้ดี ช่วยให้คนเรามีความสุขมากขึ้น

บริหารสมอง

การจัดระบบความนึกคิดของเราให้เป็นไปในทางบวกเป็นอีกแนวทางในการบริหารสมอง คือมองหรือคิดในแง่ดี และวิธีนี้จะช่วยให้ สบายใจลดความวิตกกังวลลงได้เป็นดี ความผิดพลาดหรือความกลัวที่จะเกิดจากความผิดพลาด หรือความกลัวที่จะล้มเหลว จะเห็นได้ว่า ความคิดในแง่ร้ายจะไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ความสุขก็หมดไปด้วย

แกล้งทำตัวเป็นเด็กๆ บ้าง

การได้กลับไปเป็นเด็กก็คงมีความสุขไม่น้อย เรื่องที่เรานึกถึงสมัยเป็นเด็ก บางครั้งแค่คิด ความสุขก็กลับมาเยือนอีกครั้ง เช่น เมื่อเป็น เด็กไม่เคยได้เล่นน้ำคลองแบบเด็กๆ ข้างบ้านอื่นๆ เพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาคอยดูแล พอมาวันนี้นึกสนุก วิ่งไปโดดน้ำคลองแล้วเล่นน้ำให้สะใจ ไม่ต้องกลัวใครว่า ซึ่งความต้องการในวัยเด็กมักจะสะท้อนความต้องการลึกๆ ที่เป็นตัวตนของเรานั่นเอง ฉะนั้นลองทำตัวเป็นเด็กดูซิ

หัวเราะวันละนิด

“หัวเราะวันละนิด ชีวิตสดใส” การหัวเราะมากขึ้นจะทำให้ช่วยลดความเครียด ลดความดันเลือด อีกทั้งจะช่วยให้สุขภาพ โดยรวมแข็งแรงมากขึ้น จะเห็นได้ว่า คนที่มีความสุขมักจะมีสีหน้าแช่มชื่น ยิ้ม และหัวเราะ ซึ่งการหัวเราะอาจกลายเป็นสัญลักษณ์ของ ความสุขไปเลย หากลองมานับดูว่าวันนี้หัวเราะไปกี่ครั้ง ถ้ายังไม่มากพอ ลองหาวิธีกระตุ้นเสียงหัวเราะคุณดู...รับรองว่าได้ความสุขคุ้ม

การทำทองพับ


ทองพับ / ทองม้วน โอวันติน นำสูตรทองม้วน ทองพับ เพื่อสุขภาพมาฝากแฟน ๆ ชาวส้มซ่าค่ะ สูตรนี้รับประกันความหอม และแปลกไม่เหมือนใคร ที่สำคัญรับประกันความอร่อยค่ะ ไม่เชื่อใช่ป่าว งั้นต้องลอง ^^

ส่วนผสม





แป้งมัน 1+1/2 ถ้วย
แป้งสาลีอเนกประสงค์ ¼ ถ้วย
กะทิ 1+1/2 ถ้วย
น้ำตาลปี๊บ/ น้ำตาลโตนด ½ ถ้วย
เกลือป่น 1 ช้อนชา
ไข่ไก่ 1 ฟอง
โอวันติน3IN1 1 ซอง
งาดำ / งาขาวคั่ว อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ

ลุยกันเลย


1. เตรียมอ่างผสม ผสมแป้งทั้ง 2ชนิดเข้าด้วยกัน ตามด้วย โอวันติน คนให้เข้ากันอีกครั้งนะจ๊ะ


2. ใส่น้ำตาลปี๊บ และไข่ไก่ตามลงไป


3. ใช้พายคนส่วนผสมให้พอเข้ากันก่อน


4. จากนั้นนำกะทิ เทใส่ลงไปในส่วนของแป้ง


5. การใส่กะทิจะค่อย ๆ ทยอยใส่นะจ๊ะ อย่าใส่ครั้งเดียวหมด จากนั้นให้มือนวดแป้งให้เข้ากัน


6. นวด ๆ ขยำ ๆ น้ำตาลให้ละลายกันแป้งให้หมดอย่าให้เป็นเม็ด และค่อย ๆ ใส่กะทิไปเรื่อย ๆ จนหมด


7. ส่วนผสมแป้งที่ได้จะไม่เป็นเม็ด เนียน ๆ เหลว ๆ นะจ๊ะ (ปล.ที่เห็นขาว ๆ มะช่ายแป้งนะ เป็นกะทิ พอดีเอาเข้าตู้เย็นไว้มันเลยมีเป็นก้อนนิด ๆ ^^”)


8. เติมงาขาวและงาดำคั่ว


9. คนให้ส่วนผสมเข้ากันอีกครั้งค่ะ เตรียมนำไปทำขนมได้เลย


มาปิ้งทองม้วน / ทองพับกันเถอะ


- วันนี้ใช้พิมพ์ไฟฟ้านะจ๊ะ ^^ ผู้มีอุปการะคุณ(คนข้าง ๆ ) เค้าซื้อให้ตอนปีใหม่ เลยได้โอกาสใช้เลย พิมพ์ตัวนี้ทำได้หลายอย่าง เช่น กรวยไอศกรีม , ทองม้วน , ทองพับ และคิดว่าน่าจะทำตูเล่ย์ได้ด้วย(มั้ง) คราวหน้าจะลองทำดู ข้อดีของพิมพ์ตัวนี้คือเป็นเทปล่อนไม่ติดค่ะ จึงไม่จำเป็นต้องทาไขมันตลอด คือทำไปซัก 10 แผ่นค่อยทาน้ำมันซักครั้งก็ได้ และสามารถปรับความร้อนได้ตามต้องการค่ะ (ส้มใช้เบอร์ 1 )^^


- เตรียมพิมพ์ให้ร้อน (หากเป็นพิมพ์ก้าน หรือไฟฟ้า ก็ต้องวอล์มหรือผิงไฟให้ร้อนก่อนค่ะ) จากนั้นทาน้ำมันพืชบาง ๆ ที่พิมพ์ เพื่อไม่ให้ขนมติด


- ตักแป้งหยอดลงไปบนพิมพ์ค่ะ (ประมาณ 2 ช้อนชา) ดูขนาดของพิมพ์ด้วยนะจ๊ะ


- จากนั้นปิดฝาค่ะ (ทั้งแบบก้าน และไฟฟ้าทำเหมือนกันหมดทุกอย่างนะจ๊ะ) ถ้าเป็นแบบก้านก็ปิ้งค่ะ ปิ้งบนเตาถ่าน / เตาแก๊สนั่นแหละ จนขนมสุก ส่วนอันนี้ปรับความร้อนตามคู่มือเตาค่ะ จนขนมสุกเช่นกัน


- ขนมสุกเหลืองทั้ง 2 ด้าน แซะขนมออกจากพิมพ์ (ครูส้มใช้ไม้พายจิ๋วค่ะ) ปล. ครูส้มหยอดไม่เต็มพิมพ์นะจ๊ะ เพราะอยากได้ขนาดพอเหมาะ และไม่ชอบหนาเกินค่ะ (อันนึ้แล้วแต่ชอบนะจ๊ะ)


- จากนั้นนำพับเป็นกรวย ตามชอบ


- หรือจะม้วนด้วยไม้ม้วน (ครูส้มใช้ตะเกียบเทมปุระ^^) ม้วนให้แน่น


- หรือจะพับครึ่ง แล้วใช้แก้วทับก็ได้นะจ๊ะ ปล. ที่ทำมาทั้งหมด ชอบแบบนี้ที่สุดเพราะง่ายดีค่ะ หรือจะพับเป็นกรวยเหมือนขนมทองพับก็ได้ค่ะ พับแล้วนำมาใส่แก้วเพื่อให้อยู่ตัวก่อนเก็บใส่กล่อง


- พักขนมให้อยู่ตัว หรือจนเย็น



- จากนั้นดึงไม้ออกเก็บสใส่กล่องหรือถุงพลาสติกปิดสนิท เพื่อแจกจ่ายต่อไปค่ะ : ทำด้วยใจให้ด้วยรัก


เคล็ดลับจากครูส้ม


1. ส่วนผสมของแห้ง ต้องตวงด้วยถ้วยตวงของแห้ง ส่วนผสมของ ๆ เหลว (กะทิ) ต้องตวงด้วยถ้วยตวงของเหลวนะจ๊ะ
2. การนวดแป้งกับน้ำตาล ต้องขยำน้ำตาลให้ละลายกับแป้งให้หมด มิเช่นนั้นขนมจะเป็นเม็ด
3. เนื้อแป้งที่ได้ จะเหลวนะจ๊ะ หอมน้ำตาลและงาค่ะ ปิ้งเสร็จจะหอมโอวันตินด้วยละ^^


4. อย่าหยอดแป้งหนาไปค่ะ มันจะล้นออกจากพิมพ์ ทำให้เลอะเทอะ และไหม้ได้ง่าย
5. พิมพ์ต้องทาน้ำมันทุกครั้งที่จะหยอดแป้งนะจ๊ะ
6. ก่อนหยอดแป้งทุกครั้ง จะต้องคนส่วนผสมก่อนค่ะ เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากันดี


7. กะไฟให้ดีอย่าใจร้อน เปิดพิมพ์บ่อย ๆ ขนมจะสุกช้า และไม่กรอบนะจ๊ะ (มันจะออกเหนียว ๆ อะ ^^”)
8. หากไม่มีไม้เทมปุระ(หาได้ง่ายสุด) ก็ใช้ไม้ไผ่ปล้องเล็ก ๆ ก็ได้ค่ะ แต่ครูส้มหาไม้ไผ่ขนาดที่ต้องการไม่ได้ค่ะ มีอันนี้ใช้ง่ายกว่าเยอะเลย
9. สามารถเปลี่ยนรสชาติได้ตามชอบ เช่นชาเขียว , กาแฟ , โกโก้ เป็นต้นค่ะ

ประวัติพ่อขุนรามคำแหงมหาราช


ประวัติพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นพระราชโอรส ของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ปฐมกษัตริย์ แห่งกรุงสุโขทัย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีพระมเหสีคือ พระนางเสือง มีพระราชโอรสสามพระองค์ พระราชธิดาสองพระองค์ พระราชโอรส องค์ใหญ่สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเยาว์ องค์กลางมี พระนามว่า บานเมือง และพระราชโอรสองค์ที่สาม คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อพระชันษาได้ ๑๙ ปี ได้ชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด พ่อขุนศรี อินทราทิตย์ จึงพระราชทานนามว่า "พระรามคำแหง" เมื่อสิ้นรัชสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และพ่อขุนบานเมืองแล้ว พระองค์ได้ครองกรุงสุโขทัย ต่อมาเป็น พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์พระร่วงสันนิษฐานว่าพระองค์ สิ้นพระชนม์ในราวปี พ.ศ.๑๘๖๐ รวมเวลาที่ทรงครองราชย์ประมาณ ๔๐ ปี



พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงรวมเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงอัจฉริยภาพทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนาและศิลปวิทยาต่างๆ ที่สำคัญยิ่งคือพระองค์ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๘๒๖ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของอักษรไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

พระเจ้ารามคำแหงมหาราช
เมื่อแรกตั้งอาณาจักรสุโขทัยนั้น อาณาเขตยังไม่กว้างขวางเท่าใดนัก เขตแดนทางทิศใต้จดเพียงเมืองปากน้ำโพ ใต้จากปากน้ำโพลงมายังคงเป็นอาณาเขตของขอมอันได้แก่เมืองละโว้ ทางฝ่ายตะวันตกจดเพียงเขาบันทัด ทางเหนือมีเขตแดนติดต่อกับประเทศลานนาที่ภูเขาเขื่อน ส่วนทางตะวันออกก็จดอยู่เพียงเขาบันทัดที่กั้นแม่น้ำสักกับแม่น้ำน่าน
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ทรงครองราชย์อยู่นั้น พระเจ้าศรีอินทราทิตย์ก็ได้กระทำสงครามเพื่อขยายเขตแดนของไทยออกไปอีกในทางโอกาสที่เหมาะสม ดังที่มีข้อความปรากฏอยู่ในศิลาจารึกว่า พระองค์ได้เสด็จยกกองทัพไปดีเมืองฉอด ได้ทำการรบพุ่งตลุมบอนกันเป็นสามารถถึงขนาดที่พระเจ้าศรีอินทราทิตย์ ได้ทรงกระทำยุทธหัตถีกับขุนสามชนเข้าเมืองฉอด แต่พระองค์เสียทีแก่ขุนสามชน แลในครั้งนี้เองที่เจ้ารามราชโอรสองค์เล็กของพระองค์ได้เริ่มมีบทบาทสำคัญด้วยการที่ทรงถลันเข้าช่วยโดยไสช้างทรงเข้าแก้พระราชบิดาไว้ทันท่วงที แล้วยังได้รบพุ่งตีทัพขุนสามชนเข้าเมืองฉอดแตกพ่ายกระจายไป
พระเจ้าศรีอินทราทิตย์ พระราชบิดาจึงถวายพระนามโอรสองค์เล็กนี้ว่า “เจ้ารามคำแหง” พระเจ้าศรีอินทราทิตย์ ทรงครองอาณาจักรสุโขทัยอยู่จนถึงประมาณปี 1881 จึงเสด็จสวรรคต พระองค์มีพระโอรสพระองค์ด้วยกัน โอรสองค์ใหญ่พระนามไม่ปรากฎเพราะได้สิ้นพระชนม์เสียตั้งแต่เยาว์วัย องค์กลางทรงพระนามว่า “ขุนบาลเมือง” องค์เล็กทรงพระนามว่า “เจ้าราม” และต่อมาได้รับพระราชทานใหม่ว่า “เจ้ารามคำแหง” หลังจากตีทัพขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดแตกพ่ายไป
เมื่อพระเจ้าศรีอินทราทิตย์เสด็จสวรรคตแล้วโอรสองค์กลางขุนบาลเมือง ได้ขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมาอีกประมาณ 9 ปี ก็เสด็จสวรรคต พระราชอนุชา คือ เจ้ารามคำแหง จึงได้เสวยราชย์สืบต่อมา ทรงพระนามว่า พระเจ้ารามคำแหง
พระเจ้ารามคำแหง จะมีพระนามเดิมว่าอย่างไรไม่ปรากฏชัดแต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ ได้ทรงสันนิษฐานว่า คงจะเรียกกันว่า “เจ้าราม” แลเมื่อเจ้ารามมีพระชนมายุได้ 19 ชรรษา ได้ตามสมเด็จพระราชบิดาไปทำศึกกับขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดและได้ทรงแสดงความเก่งกล้าในทาสไสช้างทรงเข้าแก้เอาพระราชบิดาไว้ได้ทั้งตีทัพขุนสามชนแตกพ่ายไปแล้วพระราชบิดาจึงถวายพระนามเสียใหม่ว่า “เจ้ารามคำแหง”
พระเจ้ารามคำแหง ทรงเป็นมหาราชองค์ที่สองของชาวไทย และทรงเป็นมหาราชพระองค์เดียวในสมัยสุโขทัย พระองค์ทรงเป็นอัจฉริยกษัตริย์ทรงชำนาญทั้งในด้านการรบ การปกครอง และการศาสนา พระองค์ทรงขยายอาณาจักรสุโขทัยออกไปได้กว้างใหญ่ไพศาลด้วยวิเทโศบายอันแยบยลสุขุมคัมภีรภาพทั้งทรงปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินด้วยความยุติธรรมได้รับความร่มเย็นเป็นสุขกันทั่วหน้า ซึ่งข้าพเจ้าจะได้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์เป็นอันดับไปดังต่อไปนี้

การขยายอาณาจักร
เมื่อพระเจ้ารามคำแหง เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติสืบต่อจากพ่อขุนบาลเมืองนั้น อาณาจักรสุโขทัยนับว่าตกอยู่ในระหว่างอันตรายรอบด้าน และยากทำการขยายอาณาจักรออกไปได้ เพราะทางเหนือก็ติดต่อกับแคว้นลานนา อันเป็นเชื้อสายไทยด้วยกันมีพระยาเม็งรายเป็นเจ้าเมืองเงินยางและพระยางำเมือง เป็นเจ้าเมืองพะเยาและทั้งพระยาเม็งรายและพระยางำเมือง ขณะนั้นต่างก็มีกำลังอำนาจแข็งแกร่งทั้งคู่ ทางตะวันออกนั้นเล่าก็ติดต่อกับดินแดนของขอม ซึ่งมีชาวไทยเข้าไปตั้งภูมิลำเนาอยู่มาก ตะวันตกของอาณาจักรสุโขทัยก็จดเขตแดนมอญและพม่า ส่วนทางใต้ก็ถูกเมืองละโว้ของขอมกระหนาบอยู่
ด้วยเหตุนี้พระเจ้ารามคำแหงจึงต้องดำเนินวิเทโศบายในการแผ่อาณาจักรอย่างแยบยล และสุขุมที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการฆ่าฟันระหว่างคนไทยด้วยกันเอง คือแทนที่จะขยายอาณาเขตไปทางเหนือ หรือตะวันออกซึ่งมีคนตั้งหลักแหล่งอยู่มาก พระองค์กลับทรงตัดสินพระทัยขยายอาณาเขตลงไปทางใต้อันเป็นดินแดนของขอม และทางทิศตะวันตกอันเป็นดินแดนของมอญ เพื่อให้คนไทยในแคว้นลานนาได้ประจักษ์ในบุญญาธิการ และได้เห็นความแข็งแกร่งของกองทัพไทยแห่งอาณาจักรสุโขทัยเสียก่อน แล้วไทยในแคว้นลานนาก็อาจจะมารวมเข้าด้วยต่อภายหลังได้โดยไม่ยาก
แต่แม้จะได้ตกลงพระทัย ดังนั้น พระเจ้ารามคำแหงก็ยังคงทรงวิตกอยู่ในข้อที่ว่าถ้าแม้ว่าพระองค์กรีฑาทัพขยายอาณาเขตลงไปสู้รบกับพวกขอมทางใต้แล้วพระองค์อาจจะถูกศัตรูรุกรานลงมาจากทางเหนือก็ได้ บังเอิญในปี พ.ศ. 1829 กษัตริย์ในราชวงศ์หงวนได้ส่งฑูตเข้ามาขอทำไมตรีกับไทย พระองค์จึงยอมรับเป็นไมตรีกับจีน เพื่อป้องกันมิให้กองทัพจีนยกมารุกรานเมื่อพระองค์ยกทัพไปรบเขมร พร้อมกันนั้นก็ได้ทรงพยายามสร้างความสนิทสนมกับไทยลานนาเช่นได้เสด็จด้วยพระองค์เองไปช่วยพระยาเม็งราย สร้างราชธานีที่นครเชียงใหม่เป็นต้น แหละเมื่อเห็นว่าสัมพันธไมตรีทางเหนือมั่นคงแล้ว พระองค์จึงได้เริ่มขยายอาณาจักรสุโขทัยลงไปทางใต้ตามลำดับ คือ ใน พ.ศ. 1823 ทรงตีได้เมืองนครศรีธรรมราช และเมืองต่างๆ ในแหลมลายูตลอดรวมไปถึงเมืองยะโฮร์ และเกาะสิงคโปร์ในปัจจุบันนี้
ใน พ.ศ. 1842 ตีได้ประเทศเขมร (กัมพูชา)
ส่วนทางทิศตะวันตกที่มีอาณาเขตจดเมืองมอญนั้นเล่าพระเจ้ารามคำแหงก็ได้ดำเนินการอย่างสุขุมรอบคอบเช่นเมื่อได้เกิดความขึ้นว่า มะกะโท อำมาตย์เชื้อสายมอญ ซึ่งมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและได้มารับราชการใกล้ชิดพระองค์ได้กระทำความผิดชั้นอุกฤติโทษ โดยลักพาเอาพระธิดาของพระองค์หนีกลับไปเมืองมอญ แทนที่พระองค์จะยกทัพตามไปชิงเอาตัวพระราชธิดาคืนมา พระองค์กลับทรงเฉยเสียด้วยได้ทรงคาดการณ์ไกล ทรงมั่นพระทัยว่า มะกะโท ผู้นี้คงจะคิดไปหาโอกาสตั้งตัวเป็นใหญ่ในเมืองมอญ ซึ่งถ้าเมื่อมะกะโทได้เป็นใหญ่ในเมืองมอญก็เปรียบเสมือนพระองค์ได้มอญมาไว้ในอุ้มพระหัตถ์ โดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันกันให้เสียเลือดเนื้อ ซึ่งต่อมาการณ์ก็ได้เป็นไปตามที่ได้ทรงคาดหมายไว้ คือมะกะโท ได้เป็นใหญ่ครอบครองอาณาจักรมอญทั้งหมด แลได้เข้าสามิภักดิ์ต่ออาณาจักรสุโขทัย โดยพระเจ้ารามคำแหงมิต้องทำการรบพุ่งประการใดพระองค์ได้เสด็จไปทำพิธีราชภิเษกให้มะกะโท และพระราชทานนามให้ใหม่ว่า “พระเจ้าฟ้ารั่ว”
ด้วยวิเทโศบายอันชาญฉลาด สุขุมคัมภีรภาพของพระองค์นี้เอง จึงเป็นผลให้อาณาจักรไทยในสมัยพระเจ้ารามคำแหงแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ปรากฎตามหลักศิลาจารึกว่าทางทิศใต้จดแหลมมลายูทิศตะวันตกได้หัวเมืองมอญทั้งหมด ได้จดเขตแดนหงสาวดี จดอ่าวเบงคอล ทิศตะวันออกเฉียงใต้ประเทศเขมร มีเขตตั้งแต่สันขวานโบราณไปจดทะเลจีน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือได้เมืองน่าน เมืองหลวงพระบางทั้งเวียงคำฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ทิศเหนือมีอาณาเขตจดเมืองลำปาง กล่าวได้ว่าเป็นครั้งตั้งแต่ตั้งอาณาจักรไทยที่ได้แผ่นขยายอาณาเขตไปได้กว้างขวางถึงเพียงนั้น

การทำนุบำรุงบ้านเมือง
เมื่อได้ทรงขยายอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัยออกไปอย่างกว้างขวางดังกล่าวแล้วพระเจ้ารามคำแหง ยังได้ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองอีกเป็นอันมาก เช่นได้ทรงสนับสนุนในทางการค้าพานิช เลิกด่านเก็บภาษีอากรและจังกอบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนไปมาค้าขายกันได้โดยสะดวกได้ยิ่งขึ้น ได้ส่งเสริมการทำอุตสาหกรรมทำเครื่องถ้วยชาม ถึงกับได้เสด็จไปดูการทำถ้วยชามในประเทศจีนถึงสองครั้ง แล้วนำเอาช่างปั่นถ้วยชามชาวจีนเข้ามาด้วยเป็นอันมาก เพื่อจะได้ให้ฝึกสอนคนไทยให้รู้จักวิธีทำถ้วยชามเครื่องเคลือบดินเผาต่างๆ ซึ่งปรากฏว่าได้เจริญรุ่งเรืองมากในระยะนั้น
ในด้านทางศาลก็ให้ความยุติธรรมแก่อาณาประชาราษฎรโดยทั่วถึงกันไม่เลือกหน้าทรงเอาพระทัยใส่ในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ถึงกับสั่งให้เจ้าพนักงานแขวนกระดิ่งขนาดใหญ่ไว้ที่ประตูพระราชวังด้านหน้าแม้ใครมีทุกข์ร้อนประการใดจะขอให้ทรงระงับดับเข็ญแล้วก็ให้ลั่นกระดิ่งร้องทุกข์ได้ทุกเวลา ในขณะพิจารณาสอบสวนและตัดสินคดี พระองค์ก็เสด็จออกฟังและตัดสินด้วยพระองค์เองไปตามความยุติธรรม แสดงความเมตตาแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเสมือนบิดากับบุตรทรงชักนำให้ศาสนาประกอบการบุญกุศล ศรัทธาในพระพุทธศาสนา พระองค์เองทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกได้ทรงสร้างแท่นมนังศศิลาไว้ที่ดงตาล สำหรับให้พระสงฆ์แสดงธรรมและบางครั้งก็ใช้เป็นที่ประทับว่าราชการแผ่นดิน

การปกครอง
ลักษณะการปกครองในสมัยของพระเจ้ารามคำแหงหรือราษฎรมักเรียกกันติดปากว่าพ่อขุนรามคำแหงนั้น พระองค์ได้ทรงถือเสมือนหนึ่งว่าพระองค์เป็นบิดาของราษฎรทั้งหลาย ทรงให้คำแนะนำสั่งสอน ใกล้ชิดเช่นเดียวกับบิดาจะพึงมีต่อบุตร โปรดการสมาคมกับไพร่บ้านพลเมืองไม่เลือกชั้นวรรณะ ถ้าแม้ว่าใครจะถวายทูลร้องทุกข์ประการใดแล้ว ก็อนุญาตให้เข้าเฝ้าใกล้ชิดได้ไม่เลือกหน้าในทุกวันพระมักเสด็จ ออกประทับยังพระแท่นศิลาอาสน์ ทำการสั่งสอนประชาชนให้ตั้งอยู่ในศีลธรรม
ในด้านการปกครองเพื่อความปลอดภัยและมั่นคงของประเทศนั้นพระองค์ทรงถือว่าชายฉกรรจ์ที่มีอาการครบ 32 ทุกคนเป็นทหารของประเทศ พระเจ้าแผ่นดินทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพ ข้าราชการก็มีตำแหน่งลดหลั่นเป็นนายพล นายร้อย นายสิบ ถัดลงมาตามลำดับ
ในด้านการปกครองภายใน จัดเป็นส่วนภูมิภาคแบ่งเป็นหัวเมืองชั้นใน ชั้นนอกและเมืองประเทศราชสำหรับหัวเมืองชั้นใน มีพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ปกครองโดยตรง มีเมืองสุโขทัยเป็นราชธานี เมืองศรีสัชนาลัย (สวรรคโลก) เป็นเมืองอุปราช มีเมืองทุ่งยั้งบางยม สองแคว (พิษณุโลก) เมืองสระหลวง (พิจิตร) เมืองพระบาง (นครสวรรค์) และเมืองตากเป็นเมืองรายรอบ
สำหรับหัวเมืองชั้นนอกนั้น เรียกว่าเมืองพระยามหานคร ให้ขุนนางผู้ใหญ่ที่ไว้วางพระราชหฤทัยไปปกครองมีเมืองใหญ่บ้างเล็กบ้าง เวลามีศึกสงครามก็ให้เกณฑ์พลในหัวเมืองขึ้นของตนไปช่วยทำการรบป้องกันเมือง หัวเมืองชั้นนอกในสมัยนั้น ได้แก่ เมืองสรรคบุรี อู่ทอง ราชบุรี เพชรบุรี ตะนาวศรี เพชรบูรณ์ แลเมืองศรีเทพ
ส่วนเมืองประเทศราชนั้น เป็นเมืองที่อยู่ชายพระราชอาณาเขตมักมีคนต่างด้าวชาวเมืองเดิมปะปนอยู่มาก จึงได้ตั้งให้เจ้านายของเขานั้นจัดการปกครองกันเอง แต่ต้องถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทองทุกปี แลเมื่อเกิดศึกสงครามจะต้องถล่มทหารมาช่วย เมืองประเทศราชเหล่านี้ ได้แก่ เมืองนครศรีธรรมราช มะละกา ยะโฮร์ ทะวาย เมาะตะมะ หงสาวดี น่าน หลวงพระบาง เวียงจันทร์ และเวียงคำ

การวรรณคดี
นอกจากจะได้ทรงขยายอาณาเขตของไทย ทางปกครองทำนุบำรุงบ้านเมือง และจัดระบบการปกครองที่เป็นระเบียบเรียบร้อยดังกล่าวแล้ว พระเจ้ารามคำแหงยังได้ทรงสร้างสิ่งที่คนไทยจะลืมเสียมิได้อีกอย่างหนึ่ง สิ่งนั้น ได้แก่ การประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นอันเป็นรากฐานของหนังสือไทยที่เราได้ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้
ตามหลักฐานปรากฎว่าพระองค์ได้ทรงคิดอักษรไทยขึ้นใช้เมื่อปี พ.ศ. 1826 กล่าวกันว่าได้ดัดแปลงมาจากอักษรคฤนถ์อันเป็นอักษรที่ใช้กันอยู่ในอินเดียฝ่ายใต้
ตัวอักษรไทยซึ่งพระเจ้ารามคำแหงคิดขึ้นใช้ในสมัยนั้นตัวพยัญชนะ สระและวรรณยุกต์จึงอยู่เรียงในบรรทัดเดียวกันหมด ดังจะดูได้จากแผ่นศิลาจารึกในสมัยพระเจ้ารามคำแหง ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ต่อมาจึงได้มีผู้ค่อยคิดดัดแปลงให้วัฒนาในทางดี และสะดวกในการเขียนมากขึ้น เป็นลำดับ จนกระทั่งถึงอักษรไทยที่เราได้ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้

การศาสนา
ในสมัยพระเจ้ารามคำแหงนั้น ปรากฎว่าศาสนาพุทธได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมากเพราะพระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาอย่างมาก เช่นเมื่อมีคนไทยเดินทางไปยังเกาะลังกา เพื่อบวชเรียนตามลัทธิลังกาวงศ์ คือถือคติอย่างหินยาน มีพระไตรปิฎกเป็นภาษามคธ แล้วเข้ามาตั้งเผยแพร่พระพุทธศาสนาอยู่ที่เมืองนครธรรมราชนั้น พระเจ้ารามคำแหงยังได้เสร็จไปพบด้วยพระองค์เองแล้วนิมนต์พระภิกษุนั้นขึ้นมาตั้งให้เป็นสังฆราชกรุงสุโขทัย และได้บวชในคนไทยที่เลื่อมใสศรัทธาต่อมาตามลำดับ ต่อมาพระเจ้ารามคำแหงได้ทำไมตรีกับลังกาและได้พระพุทธสิหิงค์มาจากลังกา แลนับแต่นั้นมาคนไทยจึงได้นับถือลัทธิลังกาวงศ์สืบมา



ศิลาจารึก

ในสมัยพระเจ้ารามคำแหง ได้มีการจัดทำศิลาจารึกขึ้นเป็นครั้งแรกแลนับว่าก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะถ้าพระองค์มิได้ทรงคิดอักษรไทยและทำศิลาจารึกไว้แล้ว คนไทยรุ่นต่อมาก็จะค้นคว้าหาหลักฐานในทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ได้ยากยิ่ง

หลักศิลาจารึก พ่อขุนรามคำแหง
เพื่อให้ท่านผู้อ่าน ได้ทราบถึงความเป็นมาในการค้นพบหลักศิลาจารึกในสมัยพระเจ้ารามคำแหงมหาราช ข้าพเจ้าจึงขอคัดข้อความจากประชุมจารึกสยาม ภาคที่ 1 จารึกสุโขทัยซึ่งศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์ เป็นผู้ชำระและแปลมาเสนอไว้ดังต่อไปนี้
เมื่อปีมะเส็ง เบญจศก ศักราช 1995 (พ.ศ.2376) เสด็จไปประพาสเมืองเหนือนมัสการเจดีย์ สถานต่างๆ ไปโดยลำดับประทับเมืองสุโขทัย เสด็จไปเที่ยวประพาสพบแผ่นศิลา(พระแท่นมนังคศิลา) แผ่นหนึ่ง เขาก่อไว้ริมเนินปราสาทเก่าหักพังอยู่เป็นที่นับถือกลังเกรงของหมู่มหาชน ถ้าบุคคลไม่เคารพเดินกรายเข้าไปใกล้ให้เกิดการจับไข้ไม่สบาย ทอดพระเนตรเห็นแล้วเสด็จตรงเข้าไปประทับแผ่น ณ ศิลานั้น ก็มิได้มีอันตราสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยอำนาจพระบารมี เมื่อเสด็จกลับวันสั่งให้ทำการชะลอลงมาก่อเป็นแท่นไว้ที่วัดราชาธิวาส ครั้งภายหลังเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว (รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ดำรัสสั่งให้นำไปไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสนาราม อนึ่งทรงได้เสาศิลาจารึกอักษรเขมรเสาหนึ่ง จารึกอักษรไทยโบราณเสาหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้น
ที่นี่พบศิลาจารึกหลักนี้ไม่ปรากฎแน่ชัด แต่คิดว่าจารึกนี้คงจะใกล้ๆ กับพระแท่นมนังคศิลา เพราในจารึกหลักนี้ด้านที่สามมีกล่าวถึงพระแท่นมนังคศิลา ซึ่งทำให้คิดว่า ศิลาจารึกหลักนี้จะได้ในเวลาฉลองพระแท่นนั้น เพราะฉะนั้นศิลาจารึกหลักนี้คงจะอยู่ใกล้ๆ กับพระแท่นนั้น คือ บนเนินปราสาทนั้นเอง พระแท่นนั้น เมื่อชะลอลงมากรุงเทพฯ แล้ว เดิมเอาไว้ที่วัดราชาธิวาส ก่อทำเป็นแท่นที่ประทับไว้ตรงใต้ต้นมะขามใหญ่ ข้างหน้าพระอุโบสถ
ภายหลังเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสวยราชย์เมื่อปี พ.ศ. 2394 ได้โปรดให้เอามาก่อแทนประดิษฐานไว้ที่หน้าวิหารพระคันธาราฐในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อยู่มาจนถึงในรัชกาลปัจจุบันนี้ เมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเศกสมโภชใน พ.ศ. 2545 จึงโปรดให้ย้ายไปทำเป็นแท่นเศวตฉัตรราชบัลลังก์ ประดิษฐานไว้ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทปรากฎอยู่ในทุกวันนี้
ส่วนศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงนั้น ครั้นพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศ โปรดให้ส่งหลักศิลานั้นมาด้วย
ภายหลังเมื่อได้เสวยราชย์ พระเจ้าเกล้าอยู่หัวโปรดฯ ให้ย้ายจากวัดบวรนิเวศ เอาเข้าไปตั้งไว้ศาลารายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามข้างด้านเหนือ พระอุโบสถหลังที่สองนับแต่ทางตะวันตก อยู่ ณ ที่นี้ต่อมาช้านานจนปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2466 จึงได้ย้ายเอามารวมไว้ที่หอพระสมุด
เรื่องหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ที่นักปราชญ์ชาวยุโรปแต่งไว้ในหนังสือต่างๆ นั้น มีอยู่ในบัญชีท้ายคำนำภาษาฝรั่งแล้ว ส่วนนักปราชญ์ไทยแต่ขึ้นนั้นได้เคยพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณเล่มที่ 6 หน้า 3574 ถึง 2577 ในหนังสือเรื่องเมืองสุโขทัย ในหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง และในประชุมพงศาวดารภาคที่หนึ่ง
เรื่องที่มีในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงนี้ แบ่งออกได้เป็นสามตอน ตอนที่ 1 ตั้งแต่บรรทัดที่ 1 ถึง 18 เป็นเรื่องพ่อขุนรามคำแหงเล่าประวัติของพระองค์ตั้งแต่ประสูติจนได้เสวยราชสมบัติ ใช้คำว่า “กู” เป็นพื้น
ตอนที่ 2 ไม่ใช่คำว่า “กู” เลย ใช้ว่า “พ่อขุนรามคำแหง” เล่าเรื่องประพฤติเหตุต่างๆ และธรรมเนียมในเมืองสุโขทัย เรื่องสร้างพระแท่นมนังคศิลา เมื่อ 1214 เมื่อสร้างพระมหาธาตุ เมืองศรีสัชนาไลย เมื่อ ม.ศ. 1207 และที่สุดเรื่องประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ.1205 ตอนที่ 3 ตั้งแต่ด้านที่ 4 บรรทัดสุดท้าย เข้าใจว่าจารึกภายหลังปลายปี เพราะตัวอักษรไม่เหมือนกับตอนที่ 1 และที่ 2 คือ ตัวพยัญชนะสั้นกว่าที่สระที่ใช้ก็ต่างกันบ้าง ตอนนี้ (ที่ 3 ) เป็นคำสรรเสริญและขอพระเกียรติคุณพ่อขุนรามคำแหง และกล่าวถึงอาณาเขตเมืองสุโขทัยที่แผ่ออกไปในครั้งกระโน้น
ผู้แต่ศิลาจารึกนี้ เพื่อจะเป็นพ่อขุนรามคำแหงทรงเล่าเอง มิฉะนั้นก็คงตรัสสั่งให้แต่งและจารึกไว้ มูลเหตุที่จารึกไว้คือเมื่อ ม.ศ. 1214 (พ.ศ.1835) ได้สะกัดกระดานหินพระแท่นมนังคศิลา ประโยชน์ของพระแท่นมนังคศิลาก็คือ ในวันพระอุโบสถพระสงฆ์ได้ใช้นั่งสวดพระปาติโมกข์และแสดงธรรมถ้าไม่ใช้วัดอุโบสถพ่อขุนรามคำแหงก็ได้ประทับนั่งพระราชทานราโชวาทแก่ข้าราชบริพาร และประชาราษฎรทั้งปวงที่มาเฝ้า และเมื่อปี ม.ศ.1214 (พ.ศ.1835) นับเป็นปีที่สำคัญมากในรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหง เพราะเป็นปีแรกที่ได้แต่งตั้งราชฑูตไปเมืองจีน
ศิลาจารึกกรุงสุโขทัยที่มีอยู่ในหอสมุดนี้ เริ่มรวบรวมแต่ในรัชกาลที่ 3 มีจดหมายเหตุปรากฎว่า เมื่อ พ.ศ. 2176 พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงผนวชมาตั้งแต่รัชกาลที่ 2 ประทับอยู่ ณ วัดราชาธิราชเสด็จขึ้นไปธุดงค์ทางมณฑลฝ่ายเหนือถึงเมือพิษณุโลก สวรรคโลก และเมืองสุโขทัย เมื่อเสด็จไปถึงเมืองสุโขทัยครั้งนั้นทอดพระเนตรเห็นศิลาจารึก 2 หลักคือ ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง (หลักที่ 1 ) และศิลาจารึกภาษาเขมรของพระมหาธรรมราชาลิไทย (หลักที่ 4) กับแท่นมนังศิลาอยู่ที่เนินปราสาท ณ พระราชวังกรุงสุโขทัยเก่า ราษฎร เช่นสรวงบูชานับถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดำรัสถามว่าของทั้งสามสิ่งนั้นเดิมอยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้เอามารวบรวมไว้ตรงนั้น ก็หาได้ความไม่ ชาวสุโขทัยทราบทูลว่าแต่ว่าเห็นรวบรวมอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพิจารณาดูเห็นว่าเป็นของสำคัญจะทิ้งไว้เป็นอันตรายเสีย จึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งมากรุงเทพฯเดิมเอาไว้ที่วัดราชาธิวาส ทั้งสามสิ่ง พระแท่นมนังคศิลานั้นก่อทำเป็นแท่นที่ประทับไว้ตรงใต้ต้นมะขามใหญ่ ข้างหน้าพระอุโบสถ ครั้นเสด็จมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศ โปรดฯ ให้ส่งหลักศิลาทั้งสองนั้นมาด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพยายามอ่านหลักศิลาของพ่อขุนรามคำแหงเอง แล้วโปรดฯ ให้สมเด็จพระมหาสมณะเจ้าพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พร้อมด้วยล่ามเขมรอ่านแปลหลักศิลาของพระธรรมราชาลิไทย ได้ความทราบเรื่องทั้งสองหลัก ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ เสวยราชย์ เมื่อ พ.ศ. 2394 ต่อมาจึงโปรด ฯ ให้ย้ายพระแท่นมนังคศิลามาก่อแท่นประดิษฐานไว้หน้าวิหารพระคันธารราฐในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม...
“ในรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2450 พระยาโบราณราชธานินทร (พร เดชะคุปต์) ได้พบศิลาจารึก (หลักที่ 5 ) ที่วัดใหม่ (ปราสาททอง) อำเภอนครหลวงแขวงจังหวัดอยุธยาหลักหนึ่ง แต่มีรอยถูกลบมีจนตัวอักษรลบเลือนโดยมาก แต่ยังมีเหลือพอทราบได้ว่าเป็นจารึกกรุงสุโขทัย สืบถามว่าใครได้มาแต่เมื่อใดก็หาได้ความไม่ พระยาโบราณฯ จึงได้ย้ายมารักษาไว้ในอยุธยาพิพิธภัณฑ์สถาน กรมพระยาดำรงราชนุภาพเสด็จขึ้นไปทอดพระเนตร ทรงพยายามอ่านหนังสือที่ยังเหลืออยู่ ได้ความว่าเป็นศิลาจารึก ของพระธรรมราชาลิไทย คู่กับหลักภาษาเขมรซึ่งอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม คือ จารึกความอย่างเดียวกัน เป็นภาษาเขมรหนึ่งหลัก ภาษาไทยหนึ่งหลัก เดิมคงตั้งคู่กันไว้ จึงรับสั่งให้ส่งหลักศิลาจารึกนั้นลงไปไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วยกันกับหลักภาษาเขมร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้มาจากเมืองสุโขทัยศิลาจารึก ทั้ง 3 หลักนั้นอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนย้ายมายังหอพระสมุด เมื่อ พ.ศ. 2467

อ้างอิง: ชนม์สวัสดิ์ ชมพูนุช.2514.พระราชประวัติ 9 มหาราช.กรุงเทพฯ: พิทยาคาร




พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระบรมรูป ณ มณฑลพิธี กองหัตถศิลป กรมศิลปากร วันจันทร์ที่ ๗ ธันวาคม ปีพระพุทธศักราช ๒๕๑๓ เวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา

เมื่อกรมศิลปากรได้ปั้นหล่อพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และภาพจำหลักนูนแสดงเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว จังหวัดสุโขทัยได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมรูปจากกองหัตถศิลป กรมศิลปากร ไปยังปะรำประดิษฐานพระบรมรูปชั่วคราว เนินปราสาท เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ปีพระพุทธศักราช ๒๕๑๘ และได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมรูปจากเนินปราสาท ไปประดิษฐานยังแท่นฐานปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ปีพระพุทธศักราช ๒๕๑๙

ด้วยพระเกียรติคุณ พระราชกรณียกิจที่ทรงสร้างไว้แก่ประเทศชาตินานัปการ มุ่งประโยชน์สุขของราษฎรเป็นสำคัญ การรวมประเทศ การแผ่ขยายอาณาเขต การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และการประดิษฐ์คิดค้นอักษรไทย อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของชาติ ประชาชนชาวไทยจึงร่วมใจกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ ประดิษฐานไว้ ณ เมืองกรุงเก่าสุโขทัย เพื่อเป็นที่เคารพสักการะ และเป็นการเฉลิมพระเกียรติคุณให้ยั่งยืนสืบไปชั่วกาลนาน

คำจารึกพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ณ จังหวัดสุโขทัย



พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระโอรสในพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพระนางเสือง
ทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด เมื่อพระชนมมายุ ๑๙ ชรรษา
เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สามแห่งกรุงสุโขทัย เมื่อพุทธศักราช ๑๘๒๒
ทรงประดิษฐ์อักษรไทย เมื่อพุทธศักราช ๑๘๒๖
โปรดเกล้าฯ ให้สลักศิลาจารึกลงเหตุการณ์ เมื่อพุทธศักราช ๑๘๓๕
ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ชองชาติสืบมา
ทรงกระทำสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน
พระราชทานพระราชกำหนดกฎหมายและทรงบำรุงการพระศาสนาให้รุ่งเรือง
บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขตลอดรัชสมัยของพระองค์
สวรรคตเมื่อพุทธศักราช ๑๘๔๒
ประชาชนชาวไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
จึงพร้อมใจกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์นี้ไว้เพื่อประกาศเกียรติคุณชั่วนิรันดร์

การทำอาหาร


การปรุงอาหารด้วยวิธีการผัด ( STIR-FRYING ) : วิธีนี้เป็นวิธีปรุงอาหารที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก ถ้าคุณไม่มีกระทะหลุมแบบที่ใช้กันโดยทั่วไป กระทะแบนสำหรับทอดก็สามารถใช้แทนกันได้ ก่อนการผัดทุกครั้งจะต้องตั้งไฟจนกระทะร้อนได้ที่ก่อนจะใส่วัตถุดิบ (เนื้อสัตว์ หรือ ผัก) ลงไปในกระทะ ในการผัดนั้น นิยมใช้ตะหลิว (ทั้งที่ทำจากโลหะ หรือไม้) เพื่อกลับอาหารในกระทะอย่างรวดเร็ว เมื่ออาหารสุก รีบปรุงรสและนำออกจากกระทะและเสิรฟขณะที่อาหารยังร้อนๆ เนื่องจากขั้นตอนการผัดนั้นมักจะใช้เวลาสั้น วัตถุดิบต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ในการประกอบอาหารประเภทนั้นจะต้องถูกเตรียมให้พร้อมก่อนเริ่มการผัด ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อทำการผัดอาหารแล้วจะได้อาหารที่สุกพอดี ไม่ไหม้จากการที่ต้องเสียเวลาเตรียมวัตถุดิบอื่นๆขณะที่ผัดอาหาร เคล็ดลับที่สำคัญในการผัดอาหารทะเลนั้น เวลาผัดจะต้องใช้ไฟสูง และผัดอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผิวด้านนอกของอาหารทะเลสุก ขณะที่ภายในยังนุ่ม (ปรุงงเกือบสุก - จะได้รสชาติดีที่สุด) อาหารทะเลที่ปรุงสุกเกินไปจะรสชาติไม่อร่อย ผิวแข็ง และกระด้าง




การปรุงอาหารด้วยวิธีการตุ๋น ( STEWING ) : การตุ๋นจะช่วยรักษาคุณประโยชน์ของสารอาหารไว้ได้เกือบครบถ้วน โดยสารอาหารที่สำคัญจากเนื้อสัตว์ ผักและสมุนไพรต่างๆ จะยังคงอยู่ในน้ำที่ตุ๋นอาหาร เนื้อสัตว์ที่หยาบกระด้างเมื่อผ่านการตุ๋นแล้วจะทำให้เนื้อนุ่มน่ารับประทาน ในการตุ๋นอาหารโดยทั่วไป เนื้อสัตว์มักจะถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ขนาดใกล้เคียงกัน และเติมน้ำลงไปพอท่วมเนื้อ และใส่ในหม้อต้มปิดด้วยฝาที่สนิท ตั้งไฟอ่อนๆ เพื่อค่อยๆตุ๋นให้วัตถุดิบภายในสุกอย่างช้าๆ น้ำที่ได้จากการตุ๋นสามารถใช้เสิรฟกับอาหารในลักษณะน้ำราดได้อีกด้วย




การปรุงอาหารด้วยวิธีการนึ่ง ( STEAMING ) : ในการปรุงอาหารด้วยวิธีนึ่งนั้น อาหารจะถูกปรุงให้สุกโดยใช้ไอน้ำที่เกิดจากการต้มน้ำภายใต้อาหารนั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นอาหารจะไม่มีการสัมผัสโดยตรงกับน้ำที่ต้ม ซึ่งจะส่งผลให้คุณค่าของสารอาหารยังคงอยู่กับอาหารอย่างครบถ้วน และที่สำคัญในการนึ่งนั้นแทบจะไม่ต้องเติมน้ำมันลงไปในการนึ่งเลย ทำให้การนึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เคล็ดลับที่สำคัญสำหรับการนึ่งอาหารให้รสชาติดีนั้น วัตถุดิบที่ใช้จะต้องสดมากๆ การนึ่งอาหารโดยทั่วไปจะต้องมีจานที่สามารถทนความร้อน (ทำจากเซรามิก, แก้ว, กระเบื้องก็ได้ ไม่แนะนำให้ใช้จานที่ทำจากพลาสติกหรือเมลามีน) และต้องมีซึ้ง (Steamer) โดยใส่น้ำต้มให้เดือดและนำอาหารที่ต้องการนึ่งวางบนจานทนความร้อนและใส่เข้าไปในซึ้ง และปิดฝาให้สนิท




การปรุงอาหารด้วยวิธีการทอด ( DEEP FRYING ) : วิธีการทอดนั้นจะทำให้อาหารสุกโดยการใส่เนื้อสัตว์หรือผักลงไปในน้ำมันที่ตั้งจนร้อน ปริมาณน้ำมันที่ใส่จะต้องมากพอที่จะท่วมอาหารที่จะนำไปทอด การทอดนั้นนิยมทอดในกระทะแบบหลุมหรือกระทะชนิดแบนก็ได้ อุณหภูมิของน้ำมันที่ใช้ในการทอดเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการปรุงอาหาร ถ้าน้ำมันไม่ร้อน เมื่อใส่อาหารลงไปทอด จะส่งผลให้อาหารอมน้ำมันและไม่น่ารับประทาน ขณะเดียวกันถ้าอุณหภูมิน้ำมันสูงเกินไป อาหารที่นำไปทอดก็จะไหม้ อุณหภูมิน้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอยู่ที่ 180 องศาเซลเซียส (หรือประมาณ 350 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อทอดเสร็จแล้วควรสะเด็ดน้ำมันออกจากอาหารที่ทอด ตะแกรงลวดโลหะเป็นที่นิยมใช้ในการสะเด็ดน้ำมัน นอกจากนั้นกระดาษซับน้ำมันก็สามารถใช้ดูดซับน้ำมันออกจากอาหารที่ทอดได้ อาหารที่ผ่านการสะเด็ดน้ำมันเป็นอย่างดีจะช่วยคงความกรอบให้ยาวนานขึ้นอีกด้วย




การปรุงอาหารด้วยวิธีการย่าง ( GRILLING ) : การปรุงอาหารด้วยวิธีการย่างนั้น จะนำอาหารที่ต้องการปรุงให้สุก วางไว้บนไฟหรือความร้อน ซึ่งอาจเป็นเตาถ่าน, เตาไฟฟ้า บางครั้งอาจใช้เตาอบ หรือตั้งกระทะไว้บนไฟในการย่างอาหารก็ได้ ในการย่างอาหารไทยนั้น อาหารอาจถูกย่างโดยตรงกับไฟ หรืออาจห่อด้วย ใบไม้หรือฟลอยส์อลูมิเนียม สำหรับใบไม้ที่นิยมใช้นั้นก็มีใบตอง และใบเตย ซึ่งอาหารที่ห่อและนำไปย่างจะมีกลิ่นหอม ชวนน่ารับประทาน การย่างที่ถูกต้องนั้น จะต้องมีการกระจายความร้อนให้ทั่วอาหารเพื่อไม่ให้อาหารไหม้ ดังนั้นการกลับหน้าอาหารจึงมีความจำเป็น เคล็ดลับการย่างเนื้อสัตว์ให้อร่อยต้องย่างให้ผิวภายนอกให้สุก และพยายามให้เนื้อภายในเกือบสุก ด้วยวิธีนี้จะได้เนื้อที่นุ่ม ไม่หยาบกระด้าง และน่าทานเป็นอย่างมาก




การปรุงอาหารด้วยวิธีการยำ ( SALADS ) : อาหารที่ปรุงด้วยวิธีการยำนั้น จำเป็นต้องเน้นรสชาติที่จัด และ เน้นเครื่องปรุง วัตถุดิบที่สดมากๆ รสชาติอาหารยำจะเป็นการผสมผสานกันของรสเปรี้ยว, รสเค็ม และรสเผ็ดร้อนของพริก ขณะที่การเพิ่มรสหวานนิดหน่อยจะช่วยทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น สำหรับรสชาติของอาหารยำนั้นสามารถปรับได้ตามประเภทของอาหาร ในขั้นตอนการยำ วัตถุดิบต่างๆจะถูกหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ และนำไปลวกน้ำร้อนอย่างรวดเร็ว ในการคลุกวัตถุดิบและเครื่องปรุงเข้าด้วยกัน ต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นอาหารจะเละ ไม่น่ารับประทาน เมื่อยำอาหารเสร็จแล้ว ต้องรีบเสิรฟทันที อาหารที่ยำเสร็จแล้วปล่อยทิ้งๆไว้นานๆรสชาติของอาหารจะไม่อร่อย เนื่องจากวัตถุดิบที่อยู่ในอาหารจะดูดน้ำยำไปจนหมด ทำให้เสียรสชาติเดิมที่ยำเสร็จใหม่ๆ

พิธีไหว้ครู


พิธีไหว้ครู

การไหว้ครู เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของไทย ที่นิยมมาแต่สมัยโบราณ ชาวไทยถือกันว่า เมื่อเราเริ่มศึกษาวิชาการใดๆ
ไม่ว่าจะเป็นการเรียน กระบี่กระบอง ชกมวย ดนตรี นาฏศิลป์ ตลอดจนการเรียนหนังสือ เราจะตัองเริ่มต้นการไหว้ครู
ก่อน บางคนอาจเรียก"ขึ้นครู" เพราะคิดศิษย์ที่ดีจะต้องเคารพครู บูชาครู จึงจะทำให้การศึกษาเล่าเรียนสำเร็จลุล่วง
ไปด้วยดี โดยส่วนมากสถานศึกษาแต่ละแห่งจะถือเอา"วันพฤหัสบดี" เป็นหลัก เราท่านทั้งหลายที่มีอาชีพเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์
ของชาติก็ควรที่อนุรักษ์สืบสานประเพณีที่ทรงคุณค่าและศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ให้ตราบนานเท่านาน
ดอกไม้ที่ใช้ในการไหว้ครู
นับตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว ดอกไม้ที่ใช้ในการประดิษฐ์พานเพื่อให้เกิดความสวยงามจะประกอบด้วยดอกไม้หลัก 3 อย่าง
และเป็นดอกไม้ืั้ที่มีความหมาย ได้แก่
1.หญ้าแพรกจะใช้สื่อความหมายถึง ขอให้เรียนได้รวดเร็วเหมือนหญ้าแพรกซึ่งเจริญเติบโตได้รวดเร็วและทนต่อ
สภาพดินฟ้า อากาศ ทนต่อการเหยียบย่ำ ซึ่งเปรียบเสมือนคำดุด่าว่ากล่าวของครูบาอาจารย์
2. ดอกเข็ม หมายถึงขอให้มีสติปัญญาเฉียบแหลม ดุจดังชื่อของดอกเข็ม
3. ดอกมะเขือ หมายถึงเปรียบเทียบให้เห็นว่า มะเขือนั้น จะคว่ำดอกลงเสมอเมื่อจะออกลูก (คนโบราณช่างสังเกตจริง)
เหมือนจะบ่งบอกว่า นักเรียนที่จะเรียนให้ได้ผลนั้นจะต้องรู้จักค้อมตัวลงเหมือนดอกมะเขือ หรืออาจจะหมายถึงให้รู้จัก
อ่อนน้อม ถ่อมตน เป็นคนสุภาพเรียบร้อย ในปัจจุบันบางคนแปลความหมายผิดมุ่งแต่ความสวยงาม อาจจะนำลูกมะเขือพวง หรือมะเขือเทศมาใช้ในการจัดพาน การที่เราจะทำสิ่งใดโดยที่ไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าและความหมายในสิ่งที่เราทำ การกระทำนั้นจึงเท่ากับสูญเปล่า มิได้สร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจแต่อย่างใดไม่
อนึ่งบางท้องที่อาจจะใช้ "ข้าวตอก" มาใช้ในการจัดพานด้วย ซึ่งมีความหมายว่า ข้าวเปลือกเรารับประทานไม่ได้
แต่ถ้าเราเอาไปคั่ว เป็นข้าวตอก สามารถนำมาปรุงเป็นกระยาสารทรับประทานได้หรือรับประทานเปล่าๆก็ได้เช่นกัน เปรียบได้กับการที่ครู "คั่ว"นักเรียนคนใดคนหนึ่ง กล่าวคือ "คั่ว"คือการเคี่ยวเข็ญ ว่ากล่าวตักเตือน อบรมสั่งสอนนั่นเอง วิชาความรู้ของนักเรียนเหล่านั้นจะ "แตก"ฉานสามารถนำมาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้


คำกล่าวไหว้ครู

(นำ) ปาเจราจริยาโหนติ คุณุตตรานุสาสกา
สวดทำนองสรภัญญะ
ข้าขอประณตน้อมสักการ(รับพร้อมกัน) บูรพคณาจารย์ผู้กอรปประโยชน์ศึกษา
ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา
แก่ข้าในกาลปัจจุบัน
ข้าขอเคารพอภิวันท์ ระลึกคุณอนันต์
ด้วยใจนิยมบูชา
ขอเดชกตเวทิตา อีกวิริยะพา
ปัญญาให้เกิดแตกฉาน
ศึกษาสำเร็จทุกประการ อายุยืนนาน
อยู่ในศีลธรรมอันดี
ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี ประโยชน์ทวี
แก่ชาติและประเทศไทยเทอญ ฯ
(นำ) ปัญญาวุฒิกเร เต เต ทินโนวาเท นมามิหัง
คำปฏิญาณของนักเรียน
เราคนไทย ใจกตัญญู รู้คุณชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เรานักเรียน จะต้องประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัยของโรงเรียน มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น
เรานักเรียน จะต้องปฏิบัติตนไม่ให้เป็นที่เดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น
ความหมาย
ปาเจราจริยา โหนติ คุณุตตรานุสาสกา
ครูอาจารย์เป็นผู้ทรงคุณอันประเสริฐยิ่ง เป็นผู้พร่ำสอนศิลปวิทยา
ปัญญาวุฒิ กเร เตเต ทินโนวาเท นมามิหัง
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมเหล่านั้น ผู้ให้โอวาท ผู้ทำให้ปัญญาเจริญ ข้าพเจ้าขอกราบไหว้ครูอาจารย์เหล่านั้นด้วยความเคารพ

วันวาเลนไทน์


ประวัติวันวาเลนไทน์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยังสืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุด

ในรัชสมัยของ จักรพรรดิคลอดิอัส ที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่ง กรุงโรม พระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่มี ใจคอดุร้ายและทรงนิยม การ ทำสงครามนองเลือด ได้ทรงตระหนักว่าเหตุที่ ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะเข้าร่วม ในกองทัพเนื่องจากไม่อยากจากคู่รัก และครอบครัวไป จึงทรงมีพระราชโอง การสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นและ แต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด ทำให้ ประชาชนทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง และขณะนั้น มีนักบุญรูปหนึ่งนามว่า เซนต์วาเลนไทน์ หรือวาเลนตินัส ซึ่งอาศัยอยู่ในโรมได้ ร่วมมือกับเซนต์มาริอัสจัดพิธีแต่งงานให้กับ ชาวคริสต์หลายคู่ และด้วยความปรารถนา ดีนี้เองจึงทำให้วาเลนไทน์ถูกจับและระ หว่างนี้ก็ยังคงส่งคำอวยพรวาเลนไทน์ ของเขาเองขณะที่เขาเป็นนักโทษ เป็น ความเชื่อว่าวาเลนไทน์ได้ตกหลุมรักหญิง สาวที่เป็นลูกสาวของผู้คุมที่ชื่อจูเลีย ซึ่งได้มาเยี่ยมเขาระหว่างที่ถูกคุมขัง ในคืนก่อนที่วาเลนไทน์จะสิ้นชีวิตโดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับ สุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า “From Your Valentine”

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูก เก็บไว้ที่โบสถ์ พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุม ศพของวาเลนตินัส แด่ผู้เป็น ที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทน แห่งรักนิรันดรและมิตรภาพ อันสวยงาม และคำนี้ก็เป็นคำที่ใช้มา จนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเบื้อง หลังความเป็นจริงของวาเลนไทน์จะ เป็นตำนานที่มืดมัว แต่เรื่องราวยังคง แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกสงสาร ความ กล้าหาญและที่สำคัญที่สุดเป็นเครื่องหมายของความโรแมนติค จึงไม่น่าประหลาดใจ เลยว่าในช่วงยุคกลางวาเลนไทน์เป็นนักบุญ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่อมาพระในนิกายโรมันคาทอลิกจึงเลือกให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเฉลิมฉลอง เทศกาลแห่งความรักและดูเหมือนว่ายัง คงเป็นธรรมเนียมที่ชายหนุ่มจะเลือก หญิงสาวที่ตนเองพึงใจในวันวาเลนไทน์ สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้

[แก้] นักบุญวาเลนไทน์
นักบุญวาเลนไทน์วันนักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine's Day) หรือที่เป็นที่รู้จักว่า วันวาเลนไทน์ (Valentine's Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันประเพณีที่คู่รักบอกให้กันและกันทราบเกี่ยวกับความรักของพวกเขา โดยการส่งการ์ดวาเลนไทน์ ซึ่งโดยมากจะไม่ระบุชื่อ วันนี้เริ่มเกี่ยวข้องกับความรักแบบชู้สาวในช่วงยุค High Middle Ages เรื่องของ วันวาเลนไทน์ นี้ มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ณ กรุงโรม หรืออาณาจักรโรมัน ในยุคของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) โดยที่จักรพรรดิพระองค์นี้ มีนิสัยชอบกดขี่ข่มเหงผู้อื่น เขาได้สั่งให้ชาวโรมันทุกคน สักการะนับถือพระเจ้า 12 องค์ โดยผู้ที่ขัดขืนคำสั่งจะถูกทำโทษ รวมทั้งห้ามยุ่งเกี่ยวกับพวกคริสเตียนด้วย แต่นักบุณวาเลนตินุส (Valentinus) - valentine มีความเลื่อมใส ศรัทธาต่อพระคริสมาก เขาได้กล่าวไว้ว่า แม้กระทั่งความตายก็ไม่สามารถ เปลี่ยนความคิดของเขาได้ เขาจึงได้ถูกขังคุก

ช่วงอาทิตย์สุดท้ายในชีวิตของเขานั้น ได้ มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น ขณะที่เขาถูกคุมขังอยู่นั้น ผู้คุมขังได้ขอให้วาเลนตินุส สอนลูกสาวเขาซึ่งตาบอดด้วย จูเลียเป็นคนสวยแต่น่าเสียดายที่เธอตาบอดตั้งแต่แรกเกิด วาเลนตินุสได้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ต่าง ๆ สอนเลข และเล่าเรื่องพระเจ้าให้เธอฟัง จูเลีย สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ได้ โดยคำบอกเล่าของ วาเลนตินุส เธอเชื่อใจเขาและเธอมีความสุขมากเมื่ออยู่กับเขา

วันหนึ่งจูเลียถามวาเลนตินุสว่า “ถ้าเราอธิษฐาน พระผู้เป็นเจ้าจะได้ยินเราไหม” เขาตอบ “พระองค์เจ้า จะได้ยินเราแน่นอน ท่านได้ยินเราทุกคน” จูเลียกล่าว “ท่านทราบหรือไม่ว่า ข้าอธิษฐานขออะไรทุก ๆ เช้า ทุก ๆ เย็น....ข้าหวังว่า ข้าจะได้มองเห็นโลก เห็น ทุก ๆ อย่างที่ท่านเล่าให้ข้าฟัง” วาเลนตินุสจึงบอก “พระเจ้ามอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน เพียงแค่เรามีความเชื่อมั่นในพระองค์ท่าน เท่านั้นเอง”

จูเลีย ผู้ซึ่งมีความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า จึง ได้คุกเข่า กุมมือ อธิษฐานพร้อมกับวาเลนตินุส และในขณะนั้นเอง ก็ได้มีแสงสว่างลอดเข้ามาในคุก และสิ่งมหัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้น จูเลียค่อย ๆ ลืมตา พระเจ้า.....เธอมองเห็นแล้ว!!!!! เขาและเธอจึงกล่าวขอบคุณต่อพระเจ้า และเรื่องมหัศจรรย์เรื่องนี้ ได้แพร่หลายไปทั่วราชอาณาจักร

ในคืนก่อนที่วาเลนตินุสจะสิ้นชีวิต โดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า - From Your Valentine - เข้าสิ้นชีพในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้น ศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของวาเลนตินุส แต่ผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดร์และมิตรภาพอันสวยงาม

== การส่งดอกไม้วันวาเลนไทน์ =มนุษย์ได้ใช้ดอกไม้เป็นสื่อในการแสดงความรักต่อกันมานานแล้ว เราคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วดอกไม้ยังใช้สื่อความรักได้หลายรูปแบบ ทั้งยังไม่จำกัดอายุและเพศอีกด้วย=* กุหลาบแดง (Red Rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า "ฉันรักเธอ"

กุหลาบขาว (White Rose) : กุหลาบขาวแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์
กุหลาบชมพู (Pink Rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน
กุหลาบเหลือง (Yellow Rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส แทนความรักแบบเพื่อน

การลดความอ้วน


ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซต์ และผู้สนใจในการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ลดไขมันส่วนเกิน เพิ่มน้ำหนัก และดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง ที่ทางเราจะทำให้คุณ มีรูปร่างและสุขภาพภายนอกและภายในที่ดี ด้วยโภชนาการที่ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัย 100% และเป็นที่ยอมรับกัน กว่า 64 ประเทศทั่วโลกไม่มีผลข้างเคียงใดๆที่สำคัญไม่ใช่ยา ร่างกายไม่โทรมไม่กลับไปอ้วนอีกเพราะเรา แก้ที่ต้นเหตุจริงๆ และสาระเกร็ดความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพและโภชนาการอีกมากมายที่หลายๆคนอาจจะยังไม่เคยรู้ ใน Shopbegin.com
แต่คุณต้องเปิดใจเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงที่คุณกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ในทางที่ดีขึ้นซึ่งวิธีที่ทางเราได้นำเสนอด้านล่างนี้เป็นวิธีที่ดี แต่มีกี่คนล่ะที่ทำได้เพราะขั้นตอนค่อนข้างเยอะ

นี้เป็นสิ่งที่คุณต้องการและตามหาอยู่ใช่ไหม ?

วิธีลดน้ำหนักที่ปลอดภัยที่สุดไม่มีผลข้างเคียง เพราะเป็นสมุนไพรธรรมชาติ และได้ อ.ย.64ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
วิธีที่มีทีมแพทย์ที่คิดค้นและวิจัยจากอเมริกาที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกมีคนวิจัยและพัฒนาอยุ่ตลอด
ลดน้ำหนัก ลดความอ้วนที่ต้นเหตุและได้ผล 100 % ไม่ใช่ปลายเหตุเช่น ยาลดน้ำหนัก หรือ ยาลดความอ้วน อื่นๆ
สามารถลดน้ำหนัก ลดความอ้วนได้จากที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้ที่คุณต้องการไม่จำเป็นต้องเข้าคอร์สตามสถานที่ต่างๆที่ราคาแพงๆ
ค่าใช้จ่ายถูกเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ เพราะเปลี่ยนการจ่ายจากอาหารมื้อหลักเท่านั้น
ให้คำปรึกษาเป็นการส่วนตัวเพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ปลอดภัยแล้วยัง ร่างกายไม่โทรม แถมได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่อีกแน่นอนว่าถ้าได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่แล้วนั้นร่างกายจะมีสุขภาพดีด้วยตามลำดับ รวมทั้งร่างกายที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็จะดีขึ้นเพราะร่างกายที่สมดุลขึ้น ด้วยสารอาหารที่เพียงพอต่อการใช้งาน แต่แคลอรีที่ต่ำทำให้สามารถลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ได้อย่างอัศจรรย์
ลองมาหลายวิธีแล้วแต่ไม่ได้ผล ทำไมไม่ให้โอกาสเราได้ดูแลคุณล่ะ ?
ถ้านี่คือคำตอบและความต้องการในการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ของคุณ
อย่าช้าเพราะโอกาสมีไม่มากเรารับจำนวนจำกัด เพื่อการดูแลที่ทั่วถึง



ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน
ในตอนนี้กระแสการ ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน มาแรงเอาซะมากๆเลยนะ เด็กบางคนมีน้ำหนักตัวเยอะมากซึ่งทำให้เด็กอยากลดน้ำหนัก ลดความอ้วนลง ปัญหาที่พบมากๆ ในการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน มาจาก ครอบครัวบ้าง ไม่ได้รับการยินยอมจากคนรอบข้างกลัวโน่นนี่สารพัด ทำให้การ ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน เป็นไปได้ยากกว่าเดิมเข้าไปอีก ยิ่งผสมกับการลดน้ำหนักแบบผิดๆ มาก่อนอีก เพราะการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด และ ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ที่ต้นเหตุจริงๆ แล้วมาจากภายใน ไม่ควรแก้ที่ปลายเหตุ เช่นการใช้ยาลดความอ้วน ซึ่งโทษของมัน ก็รู้ๆกันอยุ่ แถมจะทำให้เกิด Yoyo Effect อีกด้วย การเกิด Yoyo effect บ่อยครั้งไม่ใช่เรื่องดีเลยจะทำให้ร่างกายภายในของเรานั้นเสื่อมเร็วกว่ากำหนด บางคนใช้วิธีที่ง่ายที่สุด เช่น การ ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ด้วยวิธีอดอาหาร ลดได้จริงๆ แต่!! หลังจากที่เราทนไม่ใหวแล้วจากอาหารต่างๆจะทำให้เราซัดทุกอย่างที่ขวางหน้า สุดท้ายคือ กลับมาอ้วนยิ่งกว่าเดิม รวมถึง ความกระชุ่มกระชวย ก็น้อยลงเพราะ ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นต้องใช้
มาถึงตรงนี้แล้วบางคนก็งง อยู่ ว่าแล้วมันจะต้องลดแบบไหนล่ะถึงจะดีที่สุด แล้วไม่เกิด ผลข้างเคียงใดๆ จากการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน คำตอบก็คือ โภชนาการ เพราะเป็นสิ่งที่ง่าย แล้วเสียค่าใช้จ่ายน้อยและร่างกายของเราเองก็ได้สารอาหารที่เพียงพอ แต่ควรจะรับประทานอาหารครบทุกมื้อไม่ควรขาด ควรครบ 5 หมู่ในทุกๆมื้อถึงจะดีแต่ถ้าจะใช้หลักโภชนาการมาช่วยในการ ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ก็ต้องให้ได้ครบ 5 หมู่ แต่ที่ แคลลอรี ต่ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟังดูง่ายแต่ทำยากมาก เพราะน้อยคนที่ทำได้ เพราะเช่นนั้นถึงได้มีอาหารเสริมออกมาเป็นทางออกทีดีทางหนึ่งเพราะว่า การลดน้ำหนัก ลดความอ้วน แบบโภชนาการนั้นเป็นการเสริมสร้างระบบภายในในการดูดซึมให้กลับมาดี เมื่อดีแล้ว การดูดซึมก็ดีขึ้น เมื่อการดูดซึมดีขึ้นการรับประทานเข้าไปแต่ละมื่อก็ดูดซึมไปใช้มากกว่าปล่อยทิ้งเป็นอุจจาระ กับไขมันส่วนเกิน